การประกาศคงนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ คิวอี ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ในรูปของการเข้าซื้อพันธบัตร
เดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์ เป็นไปตามการคาดหมายของหลายฝ่าย อันสะท้อนว่าการฟื้นตัวของสหรัฐที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ยังไม่แข็งแกร่งมากพอที่จะชะลอมาตรการกระตุ้นลงได้ โดยเฟดระบุว่าแม้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคธุรกิจ ปรับตัวขึ้น แต่การฟื้นตัวในตลาดที่อยู่อาศัยแสดงสัญญาณชะลอตัวลง ส่วนตลาดแรงงานก็กระเตื้องขึ้นบ้างเท่านั้น อันสะท้อนว่านโยบายการคลังดึงรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แถลงการณ์ของเฟดแตกต่างออกไปเพียงเล็กน้อย จากการประเมินเศรษฐกิจในการประชุมครั้งก่อนเมื่อเดือนก.ย.
มีการมองกันว่าตราบใดที่ข้อมูลทางเศรษฐกิจ ยังไม่กระเตื้องขึ้นในแง่ดีอย่างต่อเนื่อง ความเป็นไปได้ที่เฟดจะเริ่มลดการเข้าซื้อพันธบัตรก็มีไม่มากนัก รวมถึงในการประชุมครั้งต่อไปในเดือนธ.ค. ที่จะถึงนี้ เพราะว่าในระยะหลังความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจถูกบั่นทอนจากการงัดข้อทางการเมือง จนทำให้ต้องปิดหน่วยงานภาครัฐเป็นเวลา 16 วันและทำให้สหรัฐเกือบผิดนัดชำระหนี้ ส่วนข้อมูลล่าสุดก็สะท้อนถึงความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ อย่างรายงานที่ระบุว่าช่วงเดือนกันยายน นายจ้างภาคเอกชนจ้างคนงานน้อยที่สุดในรอบ 6 เดือน ส่วนข้อมูลการจ้างงาน ผลผลิตจากโรงงาน และยอดขายบ้านเดือนกันยายน ล้วนสะท้อนว่าเศรษฐกิจสูญเสียแรงส่งตั้งแต่ก่อนการปิดหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงข้อมูลที่ระบุว่าความมั่นใจของผู้บริโภคเดือนตุลาคม ได้รับผลกระทบจากการเผชิญหน้ากันทางการเมือง
กระนั้น เฟดไม่ได้พาดพิงโดยตรงถึงการเผชิญหน้าของนักการเมือง เพื่อเพิ่มงบใช้จ่ายและเพิ่มเพดานหนี้ สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้มีการมองกันว่าหาก เฟด พยายามไม่พูดถึงผลกระทบของการปิดหน่วยงานรัฐหรือแสดงท่าทางพึงพอใจกับอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ลดลง การเริ่มลดคิวอีในการประชุมครั้งต่อไปในเดือนธันวาคม อาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสียทีเดียวอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันไว้ แม้ว่าน้ำหนักส่วนใหญ่โน้มเอียงไปทางความเป็นไปได้ของการเริ่มลดคิวอีประมาณช่วงต้นปีหน้าก็ตาม ส่วนอัตราดอกเบี้ยนั้นมีการมองกันว่าจะตรึงอยู่ในระดับ 0-0.25% ไปจนถึงเดือนเมษายนปี 2558 เป็นอย่างน้อย
การคงคิวอีของเฟด ทำให้มีแนวโน้มว่ากระแสเงินที่ไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงตลาดเกิดใหม่ ที่มีอัตราการเติบโตและให้ผลตอบแทนสูงกว่าในสหรัฐ จะดำเนินต่อไป ซึ่งในเรื่องนี้ธนาคารกลางเกาหลีใต้ก็ระบุว่าเกาหลีใต้มีแนวโน้มจะได้เห็นนักลงทุนต่างชาติเดินหน้าเข้าซื้อหุ้นไปอีกสักระยะหนึ่ง ในช่วงที่เศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ประกอบกับพื้นฐานของประเทศแข็งแกร่ง อย่างการได้เปรียบดุลบัญชีเดินสะพัด
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลกยังมีอยู่สูง ดังนั้น จึงมีโอกาสค่อนข้างมากที่กระแสเงินทุนจะผันผวน และกระแสเงินทุนอาจไหลออก หากสภาพหรือเงื่อนไขทางการเงินทั้งในและนอกประเทศเปลี่ยนไป รวมถึงกรณีการปรับนโยบายคิวอีของเฟด ซึ่งแน่นอนว่าเกาหลีใต้ไม่ใช่ประเทศเดียวที่ต้องระมัดระวังและจับตาดูในเรื่องนี้ เพราะการลดคิวอีของเฟดจะส่งผลกระทบต่อหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยด้วยไม่มากก็น้อย และหากว่าระหว่างนี้เกิดปัญหาหรือความผันผวนอื่นๆ ขึ้นอีก ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มปัญหา หากไม่มีการเตรียมตัวรับมือ









