ผมเห็นข่าวล่าสุดที่นายกฯชินโซะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ประกาศว่า เราจะไม่ยอมอ่อนข้อให้จีน แล้วก็เกิดความกังวลใจ
ว่าความระหองระแหงระหว่างสองยักษ์ของเอเชีย จะไม่ยอมสงบง่าย ๆ ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ยืนยันว่าจะหาทางแก้ปัญหาระหว่างกันอย่างสันติ
แต่หากฟังการให้ข่าวจากทั้งโตเกียว และปักกิ่ง ในช่วงหลังก็พอสรุปได้ว่าความตึงเครียดระหว่างกันจะสูงขึ้นไปอีก
และเมื่อยักษ์ใหญ่ฟาดฟันกัน, หญ้าแพรกรอบ ๆ ด้านก็จะถูกขยี้ได้เหมือนกัน ถ้าไม่ระวัง หรือไม่วางตัวให้ดี
ประเทศไทยเราจะต้องวางยุทธศาสตร์เรื่องจีน-ญี่ปุ่น ให้หนักแน่น มิฉะนั้นก็จะตกอยู่ในฐานะระหว่างเขาควาย, สร้างปัญหาระยะสั้น และระยะกลางได้ไม่น้อยเช่นกัน
ช่วงนี้เราอาจจะเห็นนักท่องเที่ยวจีน และญี่ปุ่น มาไทย และอาเซียนอื่นมากขึ้นเพราะความขัดแย้งระหว่างสองชาติ และการลงทุนของสองประเทศนี้ ก็อาจจะไหลมาเมืองไทยมากขึ้นเพราะปัญหาคาราคาซังนี้เช่นกัน
แต่ในภาพรวมแล้ว หากปักกิ่ง กับโตเกียวงัดข้อกันหนักขึ้น, เสถียรภาพทางความมั่นคงและการเมืองของเอเชียจะไม่ดี อาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์จีน กับอาเซียนบางประเทศ และการแก่งแย่งอำนาจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ก็จะแรงขึ้น
เพราะสหรัฐฯ ยืนข้างญี่ปุ่น และจีนถือว่านั่นคือการ “ถือหาง” ทางการเมืองที่เขายอมรับไม่ได้
อาเบะให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ว่าหลายประเทศต้องการให้ญี่ปุ่นแสดง “ความเป็นผู้นำในทางรุก” มากขึ้นเพื่อถ่วงดุลอำนาจของจีน
และเสริมด้วยวาทะร้อนแรงว่า “มีความเป็นห่วงกันว่าจีนจะพยายามเปลี่ยนสถานภาพปัจจุบันด้วยกำลัง, มิใช่ด้วยนิติธรรม”
บรรยากาศตึงเครียดขึ้นระหว่างสองยักษ์ใหญ่เมื่อมีรายงานว่านายกฯญี่ปุ่น ได้เปิดไฟเขียวให้กองทัพอากาศของตนใช้เครื่องบินยิงเครื่องบินไร้คนขับของจีนหากล่วงล้ำเข้าน่านฟ้าของญี่ปุ่น
จีนโต้ทันควันว่าหากญี่ปุ่นยิงเครื่องบิน “โดรน” ของจีน, ก็ต้องถือว่าเป็นการ “เปิดสงคราม” กันทีเดียว
เป็นการตอบโต้ด้วยภาษาทางทหารแล้ว, มิใช่การแลกเปลี่ยนด้วยวาทะการทูตเพื่อหาทางลงจากหลังเสือทั้งคู่
จีนกับญี่ปุ่น มายืนเผชิญหน้ากันอย่างไม่เกรงอกเกรงใจขณะนี้ เป็นผลพวงของการที่จีนเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลังขณะที่ญี่ปุ่น ตกอยู่ในสภาพอ่อนปวกเปียกทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ
ถึงขั้นที่มีคนวิเคราะห์ว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า, จีน จะแซงหน้าญี่ปุ่น ในทุกกรณี และญี่ปุ่น ก็กลายเป็นลูกไล่จีน อย่างปฏิเสธไม่ได้
ด้วยเหตุนี้กระมังนายกฯอาเบะ ที่กลับมาเป็นนายกฯรอบสองครั้งนี้ จะต้องสำแดงความเป็นผู้นำที่แกร่งกล้า เพื่อไม่ให้ประชาชนชาวญี่ปุ่นมองว่า เขาหน่อมแน้มเกินกว่าที่จะปักหลักรับคำท้าของปักกิ่งได้
ประโยคที่จะสร้างความฮือฮามากขึ้นอีกมาจากนายกฯอาเบะ ในการให้สัมภาษณ์เดียวกันนี้ว่า
“ผมตระหนักว่ามีความคาดหวังว่าญี่ปุ่นจะต้องแสดงความเป็นผู้นำไม่เพียงแต่ในแนวเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ในด้านความมั่นคงของเอเชียและแปซิฟิกด้วย”
หนีไม่พ้นว่าผู้นำจีน ฟังแล้วจะต้องตีความว่าเพื่อนบ้านด้านตะวันตกที่เคยบาดหมางกันในประวัติศาสตร์มาช้านานนั้นไม่ยอมสำนึกในความผิดพลาดในอดีตเลยแม้แต่น้อย
จีน เคยตกอยู่ภายใต้การยึดครองและย่ำยีโดยญี่ปุ่น ในสงครามมายาวนาน ความรู้สึกแค้นเคืองยังไม่หายไปไหน ยิ่งเมื่อมีประเด็นของความขัดแย้งสมัยใหม่ว่าด้วยสิทธิ์เหนือหมู่เกาะ (จีนเรียก “เตี๊ยวหยู” ญี่ปุ่นเรียก “เซ็นกากุ”) ในทะเลจีนตะวันออก, ก็ยิ่งทำให้รอยร้าวในความสัมพันธ์หนักหน่วงมากขึ้นไปอีก
ผมแอบ ๆ คิดว่าไทยเราว่าถ้าการทูตวันนี้มีความคล่องตัวและชาญฉลาดเหมือนยุคก่อน ๆ, อาจจะเป็นหนูที่ช่วยไกล่เกลี่ยระหว่างสองราชสีห์ก็ได้
แต่น่าเสียดาย วันนี้ยังหวังไกลอย่างนั้นไม่ได้









