รัฐสภากำลังจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทำผิด เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง
การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ซึ่งเป็นฉบับที่เรียกว่า "สุดซอย" โดยหมายถึงยกโทษความผิดทั้งหมดที่เกิดจากความขัดแย้ง"ทางการเมือง" ตั้งแต่ตัวการหรือแกนนำ ไปจนถึงประชาชนที่เข้าร่วมในความขัดแย้ง แต่ร่างกฎหมาย"ฉบับสุดซอย" กำลังถูกคัดค้านจากคนในฝ่ายรัฐบาลและผู้สนับสนุน รวมทั้งฝ่ายค้านและภาคประชาชน โดยประเด็นการคัดค้านก็มีความแตกต่างกันของแต่ละกลุ่ม
หากติดตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ รวมทั้งประเด็นการถกเถียงในขณะนี้ ก็ไม่ปรากฏว่ามีการถกเถียงกันอย่าง"จริงจัง" ว่าพื้นฐานหรือหลักการขั้นพื้นฐานของการออกกฎหมายนิรโทษกรรมในครั้งนี้ คืออะไร หากพิจารณาจากเหตุผลของการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวได้มุ่งไปที่การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยไม่มีการตั้งประเด็นนอกเหนือจากเรื่อง"ตัวบุคคล" หรือ "กลุ่มคน" ทั้งๆ ที่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระดับ"สังคม" ที่ต้องคำนึงถึงมากกว่าเรื่องของตัวบุคคล
ดังนั้นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ จึงไม่มีการตั้งประเด็นว่า"สังคมได้อะไร" หรือ "สังคมจะเป็นอย่างไร" หรือ "สังคมจะอยู่อย่างไร" แต่ตั้งประเด็นว่าจะนิรโทษ"ใคร" หรือ "ใครที่ต้องถูกดำเนินคดี" โดยฝ่ายที่เสนอร่างกฎหมายเห็นว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้มาจากมี"กลุ่มคน"จำนวนหนึ่งเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ทางการเมือง ซึ่งหากต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ว่านี้ก็จำเป็นต้องยกโทษทั้งหมด แล้วมาเริ่มต้นกันใหม่ หรือที่เรียกว่า"เซ็ตซีโร" โดยหากทำเช่นนี้แล้วความขัดแย้งก็จะหมดไป
แต่ข้อเสนอดังกล่าวมีผู้ที่ออกมาคัดค้านจากหลายฝ่าย แม้แต่ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลด้วยกันเอง ก็เห็นว่าจะต้องลงโทษกับแกนนำการชุมนุม และแกนนำรัฐบาลในช่วงที่มีการสลายการชุมนุมในปี 2553 โดยมองว่าเป็นต้นตอของความขัดแย้งทางการเมืองทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะเป็นศัตรูกับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวก็เป็นเรื่องของการมองไปที่"ตัวบุคคล" หรือ "คณะบุคคล" แต่วิธีการเช่นนี้ก็ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีกว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่ แม้จะกระทำได้ตามกระบวนการรัฐสภาก็ตาม
นอกจากนี้ ประเด็นการคัดค้านยังมาจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยเลยกับร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะเห็นว่าบ้านเมืองมีกฎหมายอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีการจัดการขั้นเด็ดขาดตามตัวบทกฎหมายเท่านั้น จึงทำให้เกิด"สองมาตรฐาน"ในกระบวนการยุติธรรม แม้แนวคิดนี้จะมีพื้นฐานที่ห่วงใยสังคมไทยว่าจะอยู่อย่างไร หากร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับ แต่ก็ถูกตีความว่ามีเป้าหมายเล่นงานบุคคลทางการเมืองบางคน ซึ่งเท่ากับว่าร่างกฎหมายฉบับนี้กำลังพาสังคมก้าวสู่ความขัดแย้งรอบใหม่อีกครั้ง และอาจเสี่ยงนำไปสู่ความรุนแรงเหมือนที่เคยเป็นมา
เราเห็นว่าความพยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มุ่งแก้ปัญหาไปที่ตัวบุคคลเป็นเป้าหมายหลัก แต่คำถามก็คือวิธีการแก้ปัญหาที่ยึดเอาตัวบุคคลเป็นที่ตั้งนั้นจะส่งผลต่อสังคมโดยรวมอย่างไร เพราะหากเรายึดเอาเป้าหมาย"บุคคล"เป็นหลักก็อาจจะสร้างปัญหาต่อไปในอนาคต เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่เป้าหมาย"บุคคล"จะตอบคำถามของคนในสังคมได้ทั้งหมด อีกทั้งเป้าหมายของ"บุคคล"ยังเป็นเป้าหมายที่มีแต่ความขัดแย้ง เนื่องจากคนอื่นในสังคมอาจมีเป้าหมายแตกต่างกัน ดังนั้น เรากำลังสุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต









