พอผู้นำเยอรมันยกหูถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรื่องมะกันแอบฟังโทรศัพท์มือถือของเธอ, บารัก โอบามา ตอบสนองด้วยคำตอบ 2 ข้อ
1. แหม, คุณก็แอบฟังคนอื่นเหมือนกันแหละ
2.แต่ยังไง ๆ ผมก็ยอมรับว่าต้องเปลี่ยนวิธีทำงานขององค์กรสืบราชการลับของผมนะครับ
เรื่องเพื่อนแอบฟังโทรศัพท์ส่วนตัวของเพื่อนนั้น เป็นประเด็นที่รับกันได้ยาก โดยเฉพาะถ้าหากถือว่ายืนอยู่ข้างเดียวกันในการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ
ดังนั้น เมื่ออังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมันโวยลั่นว่า “อย่างนี้จะเชื่อใจกันได้อย่างไรอีก?” ประธานาธิบดีโอบามา ก็ต้องถอยกรูด เพราะถูกจับได้คาหนังคาเขาว่าเป็นการล้วงตับกันอย่างไม่ให้เกียรติกันเลย
มีเพื่อนอย่างนี้, ศัตรูก็น่ารักกว่าเป็นไหน ๆ
ที่ปรึกษาทางด้านความมั่นคงและต่อต้านการก่อการร้าย ลีซ่า โมนาโค เขียนบทความตีพิมพ์ใน USA Today เกือบจะทันทีที่เอกสารลับเกี่ยวกับเรื่องนี้รั่วออกมา โดยอดีตพนักงานสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ NSA ของสหรัฐฯ เอ็ดเวิร์ด สโนวเดน ว่า โอบามา ได้สั่งให้ทบทวนโครงการสืบราชการลับทั้งหมด รวมถึงส่วนที่เกี่ยวกับหุ้นส่วนต่างประเทศ
“เราต้องการให้แน่ใจว่าเราเก็บข้อมูลเพราะเราต้องการมัน ไม่ใช่เพราะเราสามารถทำได้...” คือคำอธิบายของคนใกล้ชิดโอบามา
แต่ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อ “ทบทวน” แล้วจะมีความเปลี่ยนแปลงทางปฏิบัติเรื่องที่ผู้คนโวยวายกันได้อย่างไร
หรือหากเปลี่ยนแปลงแล้วจะบอกกล่าว กับคนทั้งโลกได้อย่างไรว่าของเดิมทำกันอย่างไร และของใหม่จะเปลี่ยนไปในทางที่ผู้คนจะมีความไว้เนื้อเชื่อใจ หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯมากขึ้นกว่าเดิมได้หรือไม่
เพราะกิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นความลับ ถ้าเปิดเผยว่ากลไกเดิมทำงานอย่างไร และของใหม่จะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็จะไม่ใช่ความลับอีกต่อไป
และถ้ายังเป็นความลับอยู่, ใครจะรู้ว่าโอบามา สั่งให้เปลี่ยนอะไร และเปลี่ยนจริงหรือไม่?
นายกฯหญิงเหล็กของเยอรมัน ยืนยันว่า เพียงแค่ “บอกกล่าว” ว่าจะแก้ไขในสิ่งผิดไม่พอ จะต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำว่าเรื่องอย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก
แต่ใครจะรับรองได้ว่าการแอบฟังใครต่อใครโดยไม่มีมาตรการควบคุมระหว่างกันนั้นจะไม่เกิดขึ้นในอนาคต
ยิ่งถ้าโอบามา บอกกับ อังเกลา แมร์เคิล ว่า “ผมแอบฟังคุณ, คุณก็แอบฟังผมเหมือนกันนี่นา” ก็จะยิ่งสร้างความรู้สึกร้าวฉานหนักหน่วงขึ้น
เพราะอเมริกาเอาหลักฐานอะไรมายืนยันว่าเบอร์ลิน ก็แอบดักฟังวอชิงตันเหมือนกัน?
สหรัฐฯก็อาจจะโต้ว่าที่ประเทศอื่นจับได้ว่าจารชนของอเมริกา แอบฟังผู้นำประเทศอื่นก็เพราะมีอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองขโมยเอกสารลับมาเปิดเผย
แต่ประเทศอื่นไม่มีคนอย่างสโนวเดน, ความลับภายในจึงไม่แพร่งพรายออกมาต่างหาก
แก้ตัวอย่างนี้มีแต่จะสร้างความร้าวฉานเพิ่มเติม เพราะเหมือนเป็นพี่เบิ้ม เป็นนักเลงปากซอยที่รังแกคนอื่นแล้วก็อ้างว่า
“ถ้าผมไม่ต่อยคุณก่อน, คุณก็จะต้องต่อยผมอยู่แล้ว”
เรื่องอื้อฉาวคราวนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะเยอรมัน แต่วุ่นวายไปทั่วยุโรปเพราะผู้นำฝรั่งเศสก็โดน เม็กซิโก ก็เป็นเหยื่อ และก่อนหน้านี้บราซิลก็ประกาศความหงุดหงิดเรื่องนี้มาแล้ว
ตราบใดที่สโนวเดน ยังลี้ภัยการเมืองที่รัสเซีย และยังมีเอกสารลับอีกหลายชุด ที่พร้อมจะเปิดโปงพฤติกรรมการจารกรรมของสหรัฐฯที่โยงใยไปทั่วโลก, เรื่องร้อน ๆ อย่างนี้ก็จะยังต้องโผล่มาอีกอย่างต่อเนื่อง
เพราะสหรัฐฯถือว่าสำหรับตนแล้ว ไม่มีกติกาข้อใดในโลกจะห้ามการกระทำใด ๆ ที่ตนถือว่าอาจจะกระทบต่อความมั่นคงของตนได้
ความมั่นคงของคนอื่นเป็นเรื่องรองเสมอ, อย่างนั้นหรือ?






