วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สหรัฐฯ ไปไหนในการประชุมอาเซียน?

หลังจากมีตารางกำหนดการเดินทางเยือนอาเซียนอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีโอบามา ทุกฝ่ายต่างจับจ้องความเคลื่อนไหวของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ

ที่มีต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้สร้างความผิดหวังให้กับคนจำนวนมากนักวิชาการและสื่อต่างๆ จึงพยายามจะอธิบายการยกเลิกการเยือนอาเซียนอย่างกะทันหันในครั้งนี้

การที่ผู้นำสหรัฐรัฐอเมริกาไม่ปรากฏตัวในงานประชุม ASEAN Summit เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นโอกาสดีที่ผู้นำยักษ์ใหญ่อีกขั้วอย่าง สี จิ้น ผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง จับมือเข้าร่วมหารือในการประชุม APEC ในบาหลีและในบรูไน ซึ่งเป็นประธานอาเซียนในปีนี้อีกทั้งยังแวะเวียนเหล่าประเทศต่างๆ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ทำให้ดูเหมือนกับว่าจีนพยายามจะสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นในภูมิภาคนี้

แม้ว่าการแข่งขันระหว่างอเมริกาและจีนเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่การตั้งคำถามและการตีความการขาดประชุมของประธานาธิบดีโอบามาเป็นความพยายามที่สูญเปล่า สถานการณ์ความวุ่นวายภายในประเทศของสหรัฐฯ รวมถึงประเด็นการเมืองระหว่างประเทศในตะวันออกกลางเป็นเหตุผลที่ตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจนอยู่ในตัวเองแล้ว

รัฐบาลสมัยแรกของประธานาธิบดีโอบามาสร้างความคาดหวังให้กับประเทศในเอเชียอย่างมาก จากการประกาศตัวว่าเป็น “ประธานาธิบดีคนแรกแห่งแปซิฟิก” โดยความร่วมมือกับอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอย่างฮิลลารี คลินตัน ประธานาธิบดีโอบามาแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการเมือง US rebalancing strategies ‘Asian Pivot’

การดำเนินยุทธศาสตร์ของประธานาธิบดีโอบามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประเทศที่ตระหนักถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นในเวทีโลกของจีน นโยบายสร้างสมดุลระหว่างสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรสร้างความมั่นใจกับประเทศเหล่านี้ว่าจีนจะไม่แผ่อำนาจครอบงำประเทศเพื่อนบ้านได้โดยง่าย สหรัฐฯ กลับมาสร้างฐานความร่วมมือระหว่างประเทศโดยเริ่มจากมหามิตรเก่าที่เคยให้ความช่วยเหลือในฮานอย ไปยังเพื่อนใหม่ในจาการ์ตา กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรในกรุงเทพฯ มะนิลา โซล และโตเกียว

ชั่วระยะเวลาหนึ่ง การแผ่ขยายอำนาจและการทวีความสำคัญของจีนดูเหมือนจะถูกจำกัดไว้โดยนโยบายการสร้างสมดุลของสหรัฐฯ กับประเทศพันมิตรอย่างไรก็ตามในปีแรกของรัฐบาลโอมาบาสมัยที่ 2 รัฐบาลสหรัฐฯ มีความจำเป็นจะต้องจัดการกับปัญหาการเงิน และงบประมาณภายในประเทศ อีกทั้งยังถูกรบกวนจากปัญหาในต่างประเทศของภูมิภาคตะวันออกกลาง การปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จำเป็นจะต้องปลดแอกตนเองจากการข้อกังขาและการโจมตีของกลุ่ม Tea Party หรือกลุ่มเสียงข้างน้อยในพรรครีพับลิกัน นอกจากนั้น หลังวิกฤตการณ์อาหรับสปริงในไคโรและดามาสกัสตลอดจนสงครามในอิรักและอัฟกานิสถานยังเบนความสนใจของผู้นำสหรัฐฯ ไปจากภูมิภาคเอเชียอีกด้วย

ในขณะเดียวกันผู้นำหน้าใหม่ของจีนอย่าง สี จิ้น ผิง และ หลี่ เค่อเฉียงซึ่งตระหนักได้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ พยายามจะใช้กลอุบายในการรักษาฐานอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จึงพยายามเอาอกเอาใจประเทศในอาเซียนมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศฟิลิปปินส์และเวียดนามซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงในกรณีพิพาทของทะเลจีนใต้ นอกจากนั้น รัฐบาลจีนยังใช้โอกาสจากการครบรอบ 10 ปีของความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียน-จีน ในการสร้างความเชื่อมั่นและความแข็งแกร่งของการค้าและการลงทุนในภูมิภาค

หลังยุติการเจรจาอย่างเข้มข้นในการประชุมหารือกันของประเทศอาเซียน เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าอาเซียนจะไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือสหรัฐฯ ก็ตาม ทั้งนี้เพื่อรักษาสมดุลระหว่างขั้วอำนาจทั้งสองในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตาม การที่ประธานาธิบดีโอบามาไม่เข้าร่วมการประชุมที่ผ่านมาทำให้เหล่านักการทูตจากสหรัฐฯ จำเป็นจะต้องทำงานหนักมากยิ่งขึ้นเพื่อยืนยันสถานะของนโยบายสหรัฐฯ ในต่างประเทศ

ต่างจากรัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ซึ่งพลาดการประชุมสำคัญของผู้นำอาเซียนหลายครั้ง ประธานาธิบดีโอบามานั้นตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเข้าประชุมร่วมกับผู้นำอาเซียนในปีนี้ หากแต่การปิดทำการของรัฐบาลเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาทำให้ประธานาธิบดีจำเป็นต้องยกเลิกการเดินทางเยือนอาเซียนเพื่อจัดการกับปัญหาปากท้องของคนในประเทศก่อน

จากท่าทีที่ผ่านมาของเหล่าผู้นำประเทศในอาเซียน อาเซียนยังคงจะรักษาสมดุลระหว่างประเด็นความมั่นคงและการพัฒนาต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์แล้ว อาเซียนจะต้องพึ่งพาจีนมากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต เนื่องจากในปัจจุบัน จีนถือได้ว่าเป็นจ่าฝูงในความเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้เช่นเดียวกัน สหรัฐฯ เองมีความจำเป็นคานอำนาจในภูมิภาคนี้ไว้ หากสหรัฐฯ ย้ายเมืองหลวงมาตั้งในฝั่งตะวันตก อย่างในซานฟรานซิสโก เพื่อประจันหน้ากับนครหลวงปักกิ่ง สหรัฐฯ จะได้ครองตำแหน่งเจ้าแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ระยะทางและเขตเวลาที่ต่างกันทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจเหนือคาบสมุทรแปซิฟิกเพียงบางช่วงเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นแล้วสหรัฐฯ มักจะปฏิบัติตนเป็นตำรวจโลกในการรักษาความสงบในที่อื่นๆ

เมื่อนโยบายการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังคงมุ่งเน้นเข้าหาอาเซียน ทุกฝ่ายก็ไม่ควรจะประมาทการขาดประชุมของประธานาธิบดีโอบามา อาเซียนจะต้องวางแผนทางนโยบายการต่างประเทศและดำเนินนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้กฎบัตรอาเซียนร่วมกันอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปลายปี 2015 ประเทศในกลุ่มอาเซียนจะต้องพึ่งพาตนเองโดยมุ่งเน้นการพัฒนาและเชื่อมโยงระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้นเพื่อความแข็งแกร่งและอำนาจต่อรองในเวทีโลก โดยไม่ต้องคำนึงถึงการแทรกแซงจากจีนหรือสหรัฐฯ