ไนกี้สร้างปรากฏการณ์ให้วงการกีฬาอีกครั้งด้วยการนำนวัตกรรมด้านดิจิทัลมาพลิกโอกาสธุรกิจ
หลังจากเปิดตัวอุปกรณ์สวมใส่อย่าง "Nike FuelBand" จนเป็นที่กล่าวขวัญถึงเมื่อต้นปีที่แล้ว ด้วยการเปลี่ยนกระบวนการผลิตสิ่งทอใหม่ โดยใช้นวัตกรรมการผลิตแบบถัก (Knit) เพื่อผลิตเป็นสินค้าสายพันธุ์ใหม่ของไนกี้
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำให้บริษัทซึ่งก่อตั้งโดย "ฟิล ไนท์" เมื่อปี 2508 ด้วยเงินลงทุนเพียง 1,000 ดอลลาร์ กลายเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่มีพนักงานกว่า 48,000 คน และมียอดขายโดยรวมกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์ โดยยอดขายสินค้ากีฬาฟุตบอลสามารถทำตลาดได้ถึง 1,900 ล้านดอลลาร์ และรองเท้าสำหรับใส่วิ่งก็ทำยอดขายที่ 4,300 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ทั้งรายได้กว่า 60% มาจากตลาดต่างประเทศ
มาร์ก พาร์คเกอร์ ซีอีโอและอดีตดีไซเนอร์คนเก่งของไนกี้ แถลงข่าวเมื่อต้นเดือนต.ค.ว่า ไนกี้จะยังคงเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการดำเนินธุรกิจของบริษัทตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา และมั่นใจว่าในปี 2560 ไนกี้จะมีรายได้ปีละ 36,000 ล้านดอลลาร์ ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าจะเติบโตจาก 7,500 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ขึ้นเป็น 10,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2560 โดยเฉพาะสินค้าสำหรับผู้หญิงคาดว่าจะมียอดขายเพิ่มเป็น 7,000 ล้านดอลลาร์
ไนกี้กับการสร้างสินค้าใหม่
ที่ผ่านมา เคยมีผู้กล่าวถึงไนกี้ในเชิงเปรียบเทียบว่า เป็นบริษัทโฆษณาที่ผลิตรองเท้าเป็นหลัก เห็นได้จากความสามารถในการสร้างแบรนด์ของไนกี้ ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยแฟชั่นเครื่องกีฬาและอุปกรณ์กีฬาต่างๆ
แต่ปัจจุบันกลับมีการเปรียบไนกี้ว่า เป็นเสมือนบริษัทแอ๊ปเปิ้ลที่สามารถสร้างกลุ่มสินค้าใหม่ที่เกินความคาดหมายของผู้บริโภคได้ เช่นเดียวกับที่แอ๊ปเปิ้ลสร้างนวัตกรรมอย่างไอพอด ไอโฟนหรือไอแพดมาแล้ว ไนกี้เองก็ได้สร้างนวัตกรรมอย่าง Nike FuelBand และ Nike Flyknit Racer จนพลิกโอกาสธุรกิจได้เป็นผลสำเร็จในปีที่ผ่านมา
แม้กระทั่งไนกี้เอง ก็เชื่อว่าบริษัทของตนได้เปลี่ยนจากผู้ผลิตเสื้อผ้ากีฬาไปเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยี ข้อมูล และการให้บริการไปแล้ว ผ่านทางทีมงานพิเศษที่ชื่อว่า Digital Sport Division ประกอบด้วยทีมวิศวกรและดีไซเนอร์ ทำหน้าที่คิดค้น และทดสอบนวัตกรรมเพื่อสร้างกลุ่มสินค้าใหม่ให้กับวงการกีฬา
เมื่อปีที่แล้ว Nike FuelBand เป็นกำไลข้อมือที่เก็บข้อมูลการแทรคพลังงานของผู้สวมใส่ที่ใช้ไปในแต่ละวันเป็นค่าพลังงานเรียกว่า "NikeFuel" ซึ่งส่งข้อมูลผ่านอุปกรณ์และแอพ เพื่อแชร์ข้อมูลร่วมกับเพื่อน เพียงแค่กดปุ่มเพียงปุ่มเดียว ข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ใน FuelBand และในระบบ จะถูกนำมาแสดงผ่านกำไลข้อมือ และผ่านคอมมิวนิตึ้ของกลุ่มเพื่อนได้อย่างสะดวกและทันสมัย
เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา บริษัทยังได้ต่อยอดผลงานออกแบบต่อไป ด้วยการเปิดตัว "Nike+ FuelBand SE เจเนอเรชั่นสอง" นอกจากจะอัพเกรดรุ่นที่หนึ่งด้วยสีสันสินค้าที่ถูกใจวัยรุ่นแล้ว ยังได้ก้าวข้ามสู่การเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพอนามัยมากขึ้น โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการติดตามการเต้นของหัวใจและอุณหภูมิของผู้สวมใส่ และคาดว่าไนกี้คงจะขยายการทำงานของกำไลข้อมือแสนเท่ห์นี้ต่อไป
นวัตกรรมกีฬาผู้ปฏิวัติสิ่งทอ
ความสำเร็จดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน เพราะนวัตกรรม Flyknit Racer รองเท้าสายพันธุ์ใหม่จากไนกี้ถูกพัฒนาขึ้นจากการศึกษา และก้าวข้ามกระบวนการผลิตแบบเดิมในอุตสาหกรรมการผลิตรองเท้า จากการใช้ผ้าเย็บเป็นชั้น พัฒนาเป็นการถักรองเท้าแต่ละคู่ เพื่อเปลี่ยนให้รองเท้ากลายเป็นถุงเท้าที่สวมใส่สบาย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเท้า หรือที่เรียกว่า "Second-Skin Fit"
ว่ากันว่าต้องเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อให้เหมาะกับการผลิตด้วยนวัตกรรมใหม่นี้ แต่สิ่งที่ได้รับคือการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และลดค่าใช้จ่ายในการผลิตในระยะยาว สิ่งที่น่าสนใจคือนวัตกรรมนี้ทำให้ไนกี้สามารถผลิตรองเท้าตามลักษณะเท้าของผู้สวมใส่ หรืออาจทำให้ Personalized Shoe เป็นจริงได้
สร้างนวัตกรรมผ้าไม่หยุดยั้ง
ไนกี้ไม่ได้หยุดการสร้างสรรค์สินค้าด้วยนวัตกรรมการผลิต และการถักเพียงเท่านี้ จะเห็นได้จากกระแสความนิยม ที่เหล่านักกีฬานักวิ่งและผู้คลั่งไคล้ในการออกกำลังกาย เฝ้าตามหาผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าและรองเท้าสายพันธุ์ใหม่ที่ออกมา อาทิ Nike Free Hyperfeel, Nike Aeroloft, Dri-FIT Knit, Nike Hyperposite หรือ Nike HyperWarm technology เป็นต้น
นอกจากนี้ไนกี้ยังได้ขยายบริการผ่าน "Direct to Consumer (DTC)" ที่นำเอานวัตกรรมขายดีเหล่านี้มาขายออนไลน์ให้กับผู้บริโภค โดยหวังว่าจะสามารถทำรายได้ผ่านช่องทางนี้ได้ถึง 5,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2558
จะเห็นได้ว่า Digital Transformation ไม่ได้เกิดขึ้นกับธุรกิจที่อยู่ในโลกออนไลน์เช่นเดียวกับเน็ตฟลิกซ์ หรือสแควร์เท่านั้น แต่เกิดขึ้นได้กับทุกอุตสาหกรรม แม้แต่อุตสาหกรรมกีฬาอย่างไนกี้ก็เป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเช่นกัน
เพียงแต่อาศัยการริเริ่มจากผู้บริหารที่เข้าใจและสามารถปรับสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคได้เหมาะสมและทันกาล






