ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ไปพูดที่งานประชุมวิชาการระดับชาติ ของนักเศรษฐศาสตร์
จัดโดย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันก่อน สรุปเรื่อง “ปรับทัศนคติ” สำหรับคนไทยที่น่าสนใจ
ท่านบอกว่า ไทยควรปรับทัศนคติ หรือ Mindset เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน 3 ด้าน เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
Mindset แรก คือ เลิกแข่งขันที่ราคาและปริมาณ แต่ต้องแข่งด้วยคุณภาพของสินค้าและบริการ เพราะว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ไม่สามารถพึ่งพาภาคการผลิตที่ใช้แรงงานราคาถูกเป็นปัจจัยการผลิตหลักอีกต่อไป
Mindset สอง คือ การยอมรับการแข่งขันที่มากขึ้น ภาคเอกชนต้องไม่กลัวที่จะแข่งขัน เพราะว่าการแข่งขันเป็นสิ่งจำเป็น ที่จะนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด และส่งเสริมให้เกิดกระบวนการสร้างนวัตกรรมใหม่ทดแทนเทคโนโลยีเดิม
Mindset สาม คือ ทัศนคติที่ไม่ยอมรับการคอร์รัปชัน เพราะว่าการคอร์รัปชันเป็นต้นเหตุสำคัญของการบิดเบือนทุกอย่างในระบบเศรษฐกิจ กัดกร่อนแรงจูงใจในการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน เป็นข้อจำกัดต่อการนำนโยบายไปใช้ในการแก้ปัญหา
คุณประสาร บอกว่า แม้เราจะบอกว่าการคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่ผลสำรวจตั้งแต่ปี 2554 กลับชี้ให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังมีทัศนคติยอมรับการคอร์รัปชัน ถ้าตนเองได้ประโยชน์อยู่ และทัศนคตินี้ไม่มีแนวโน้มว่าจะเลือนหายไป
สาม Mindset ที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติพูดถึง เป็นหัวใจของการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของคนไทยยุคนี้ ที่กำลังต้องเผชิญกับการท้าทายจากรอบด้าน
แต่ระบบการศึกษาและสิ่งแวดล้อมในสังคมประจำวัน ไม่ได้กระตุ้นให้คนไทยเปลี่ยนทัศนคติให้ทันกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
ตรงกันข้าม เรายังเห็นความไม่พร้อมของคนไทยต่อการแข่งขัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นเมื่ออาเซียนกลายเป็น “ตลาดเดียว” อันหมายความว่า เราไม่ได้แข่งกับคนไทยอย่างเดียว แต่ต้องต่อกรกับคนจากอาเซียนอื่นๆ ในกติกาเดียวกัน
หากเราไม่เน้น “คุณภาพ” และ “ความแตกต่าง” เราก็จะตกเป็นเบี้ยล่างของประเทศอื่น ที่คล่องแคล่วในการปรับตัว เพื่อ “ขี่คลื่น” ของยุคสมัยใหม่
วิธีคิดแบบ “ไทยๆ” จึงเป็นอันตรายต่อการสร้างอนาคตของบ้านเมือง ที่จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นให้เกิด Mindset ที่สามารถจะปักหลักสู้กับคนอื่นเขาได้
ผมได้ยินนักธุรกิจหลายวงการ บ่นให้ฟังว่าหาคนไทยไปทำงานต่างประเทศยากมาก เพราะว่านักบริหารคนไทยไม่ชอบไปทำงานในบรรยากาศที่ “แปลกแยก” ไปจากที่ตนเคยชิน
แปลว่า อะไรที่อยู่นอก “comfort zone” ของตนเองแล้ว คนไทยจะไม่ชอบ และไม่พยายามปรับตัว ทั้งๆ ที่การได้ประสบการณ์ทำงานในต่างแดนกับคนต่างชาติที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่างนั้น คือ การสร้างความสามารถพิเศษสำหรับตนเอง
แต่คนไทยไม่ชอบการท้าทายและการปรับตัว อาจจะเป็นเพราะว่า เรา “สบายๆ แบบไทยๆ” จนไม่สามารถข้ามพ้น “เขตปลอดภัย” ของตัวเอง
ดังนั้น พอเจอนักธุรกิจสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดฯ หรือ ฟิลิปปินส์ ที่บินว่อนไปมาเพื่อทำธุรกิจในภูมิภาคได้อย่างคล่องแคล่ว เข้าใจวัฒนธรรมของประเทศหลากหลายได้อย่างดี และสามารถทำธุรกิจกับหลายชาติได้อย่างไม่มีรอยต่อ นักบริหารรุ่นใหม่ของไทยก็ต้องหลบชิดซ้ายไป ไม่อาจจะยืนประกบอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่กับคู่แข่งจากเพื่อนบ้านได้
นี่คือ ปัญหาของ Mindset ที่หากไม่ปรับ ไม่เปลี่ยน เราก็ยังจะย่ำอยู่กับที่ และท้ายที่สุดก็สึกกร่อนด้วย “ทัศนคติ” ยอมรับคอร์รัปชันได้ หากตนได้ประโยชน์
เห็นอะไรท้าทาย แทนที่จะเตรียมพร้อมเพื่อตั้งรับและรุกต่อ กลับหลบหนีเข้าถ้ำของตนเอง ไม่กล้าเจอผู้แปลกหน้าจากต่างถิ่น ที่ทำท่าจะคล่องแคล่วกว่าเรา
นั่นก็คือ ทัศนคติ ที่ยอมรับความล้าหลัง นั่นคือ...สูตรแห่งความปราชัย









