ผู้เชี่ยวชาญทางการเมือง อยู่ในสังกัดรัฐบาลเล่าให้ฟังว่า ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่มีการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ
แบบเหมาเข่ง สุดซอย หรือ จะเรียกว่าทะลุซอยก็ตาม...นั่นคือ "เกม" ของการตรวจเช็คกำลังฝ่ายที่หวังล้มรัฐบาล
"ราดน้ำมัน เข้ากองเพลิงที่ร้อนที่สุด เพื่อเช็คว่าฝ่ายตรงกันข้ามมีน้ำ(ยา)มากน้อยแค่ไหน และ ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามร่างของ "ประยุทธ์ ศิริพานิชย์" สมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งเนื้อหา "ขยายความ" ไปจากร่างเดิมอย่างสิ้นเชิง
การซื้อขายหุ้นเมื่อจันทร์ที่ 21 ต.ค. 2556 ดัชนีปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,448.54 จุด ลดลง 36.18 จุด หรือ 2.44% ระหว่างวันปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดที่ 1,446.40 จุด มูลค่าการซื้อขาย 45,423.26 ล้านบาท
เมื่อสอบถามนักวิเคราะห์ มีความเห็นตรงกันว่า นักลงทุนเกิดความกังวลเรื่องความรุนแรงทางการเมือง ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่จะมีการพิจารณาในเดือนพ.ย. ที่จะถึงนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะผ่าน และก่อให้เกิดการปะทะกันระหว่างผู้สนับสนุนและผู้คัดค้าน
อย่างไรก็ตาม หลังจากหายจากการตื่นตระหนกแล้วการซื้อขายเมื่ออังคารที่ผ่านมา กลับมาบวก 8.8 จุด
เรามักจะเชื่อว่าอารมณ์ของนักลงทุนในตลาดหุ้น สะท้อนความเป็นไปได้ระดับหนึ่ง เพราะ "คิดเอาเองว่า" เป็นคนที่ใกล้ชิด "ข้อมูล" มากกว่าอาชีพอื่นๆ ดังนั้นเมื่อสังคมมีความเชื่อเป็นพื้นฐาน บวกกับหุ้นดิ่งเข้าไปอีกยิ่งทำให้ความเชื่อ ความวิตก "ถูกตอกย้ำ"!!
เนื้อหาที่แก้ไข ออกไปจากร่างเดิม...ที่นำมาซึ่งความตื่นตระหนก ระบุว่า
"ให้บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง...การกระทำในวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112"
สรุปง่ายๆ ช่วงแรกของการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสภา ทางฝ่ายรัฐบาลพยายามยืนยันว่า ต้องการเพียงนิรโทษกรรมให้บรรดาผู้ร่วมชุมนุมเท่านั้น แต่เมื่อแก้ไขแบบนี้ หมายความว่า ที่เรียกกัน"นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง" ให้กับทุกคดี ทุกคน ทุกระดับ
แต่สิ่งที่นำมาสู่ความวิตกอยู่ที่ รวมถึงที่บรรดานักการเมืองและอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ....ซึ่งเป็นปมร้อนทางการเมือง
ถามว่า..ฝ่ายรัฐบาลรู้ล่วงหน้าไหม ว่าการแก้แบบนี้ จะเป็นการเติมเชื้อเพลิง และเปิดช่องให้ "ฝ่ายตรงกันข้าม"
คำตอบที่ผู้เชี่ยวชาญการเมืองบอก คือ...รู้และจงใจ!!!
จงใจให้เกิดความรุนแรง...กระทบกับรัฐบาลทำไม อาจจะเป็นข้อสงสัยในคำตอบแต่สำหรับ "คนไกล" ที่มักชอบในกลยุทธ์ "ผู้ชนะคือคนที่คิดเกมใหม่" ย่อมมีอะไรที่ก้าวหน้าไปจากปรากฏการณ์
"โยนเชื้อเพลิงแห่งความขัดแย้งที่อ่อนไหว และรุนแรงที่สุด เพื่อจะเช็คกำลังฝ่ายตรงกันข้ามว่า หากเรื่องที่สามารถล้มรัฐบาลได้ขนาดนี้แล้ว ฝ่ายตรงกันข้ามรวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ จะมีปัญหาล้มรัฐบาลได้หรือไม่"
เกมดูเหมือนเสี่ยง...แต่เปล่าเลย ตราบใดที่มั่นใจว่า "รัฐประหาร" ในช่วงนี้ เกิดขึ้นยากและทหารยังอยู่ในที่ตั้งตัวเอง (ตราบใดที่ไม่กระทบผลประโยชน์ที่กองทัพพึงจะได้)
เนื่องจากว่า หากโยนเรื่องร้อนออกไปแล้ว ฝ่ายต่อต้านไม่มีอะไร "เอาอยู่"...ก็พร้อมจะเดินหน้า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม อย่างเต็มที่ เป้าหมายที่ "คิด" ไว้ตั้งแต่ต้น "จะสำเร็จ" แต่การจะกลับประเทศหรือไม่ สาระหลักไม่เกี่ยวกับกฎหมายผ่าน แต่อยู่ที่มั่นใจว่า "กลับแล้วปลอดภัย" แต่อย่างน้อยเบื้องต้นในทางกฎหมายต้อง "ฉลุย" นำทางไว้ก่อน
รัฐบาลนี้ไม่ได้เงิน ก็ให้ได้ช่วย "คน"...
นั่นหมายความว่าในกรณีที่ โครงการ 2 ล้านล้านบาท ขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้หากถูกยื่นตีความก็มีความสุ่มเสี่ยงสูง
อย่างไรก็ตาม ใน "เกมเช็คกำลัง" ฝ่ายตรงข้าม เพื่อศึกใหญ่ในวันข้างหน้า หากช่วงเดือนพ.ย. ทั้งร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมและกรณีความอ่อนไหวในคดี "ปราสาทพระวิหาร" กดดันรัฐบาลอย่างมาก ก็มีเครื่องมือ "ยุบสภา"...และการหันกลับไปใช้ร่างเดิม ของ "วรชัย เหมะ "ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย
แต่อีกด้านหนึ่ง...ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แม้จะอ่าน "เกม" ออก แต่ถือว่า "ของร้อนนิรโทษกรรม" คือ จุดเปราะบางที่สุดในการเคลื่อนไหว หากไม่ใช้โอกาสนี้ย่อมไม่ใช่วิถีทางการเมืองที่พึงมี ยุทธศาสตร์ กดดันทั้งในและนอกสภา คือ แนวทาง
ยื่นอภิปรายตั้งแต่ต้นเดือนพ.ย. เพื่อ "ปิดทางยุบสภา"...คือ แนวทางสำคัญบีบให้ฝ่ายรัฐบาลมี "เครื่องมือ" การดิ้นน้อยที่สุด
เพราะทราบดีว่า การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทย ยังครองเสียงข้างมากอยู่ดี...แต่ก็มีบางกลุ่มในพรรคประชาธิปัตย์อยู่บ้างที่อยากให้ยุบสภาเพื่อเปลี่ยน "หัวหน้าพรรค" ตัวเอง
ผลในเกมนี้...แม้ว่ารัฐบาลยังได้เปรียบ แต่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลายครั้งบอกให้รู้ว่า "ตัวแปร" การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของไทยในหลายกรณี เกิดจากสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน เงื่อนไขที่อยู่เหนือการควบคุม
เมื่อเลือกเล่นกับเกมร้อนต้องระวังพิเศษ...และตระหนักให้มาก ว่า " อำนาจยิ่งแข็งแกร่ง ยิ่งเปราะบาง"









