วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองว่าด้วยก.ม.นิรโทษกรรม ต้องอย่าตั้งเป้าหมายล่วงหน้า

ความขัดแย้งร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ที่สภาอยู่ระหว่างการพิจารณาในขณะนี้ กำลังสร้างความวิตกว่าจะเกิดความขัดแย้งบานปลาย

และนำไปสู่ความรุนแรง แม้ว่าขณะนี้สถานการณ์การชุมนุมยังไม่มีสิ่งที่บ่งชี้ว่าจะเกิดความรุนแรงทางการเมืองเหมือนในอดีต อย่างไรก็ตาม หากดูร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งมีหลายฉบับและฉบับที่กรรมาธิการวิสามัญเห็นชอบนั้น ถือเป็นฉบับที่มีเป้าหมายเพื่อนิรโทษให้กับทุกฝ่าย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความปรองดองหรือสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นของคนในประเทศ

ดังนั้น หากพิจารณาจากฝ่ายการเมืองที่แสดงท่าทีต่อร่างกฎหมายฉบับที่ผ่านกรรมาธิการฯ ก็จะเห็นกลุ่มความคิดแยกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก เป็นผู้ที่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายของกรรมาธิการ โดยเห็นว่าหากนิรโทษกรรมให้กับผู้กระทำความผิดโดยไม่เลือกฝ่ายจากความขัดแย้งทางการเมืองในอดีตนั้น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ที่มีอยู่ในขณะนี้ก็จะลดลง โดยมีพื้นฐานความเข้าใจว่าความขัดแย้งทางการเมือง ที่มีอยู่ในขณะนี้ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากมีคนจำนวนมากมีคดีติดตัว

กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มที่เรียกตัวเองหลายชื่อ แต่โดยรวมแล้วเป็นกลุ่มของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ คนเสื้อแดง โดยจุดยืนกลุ่มนี้ต้องการให้มีการลงโทษผู้กระทำผิด โดยเฉพาะแกนนำรัฐบาลและนายทหารในเหตุการณ์การสลายการชุมนุม เพราะเห็นว่าคนกลุ่มนี้มีความผิดฐานเป็นผู้สั่งการให้เกิดการสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน ในขณะเดียวกันก็ให้นิรโทษกรรมกับคนเสื้อแดงที่กระทำผิด รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นผู้ที่อำนาจมืดเล่นงาน

กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มที่อยู่ตรงข้ามกับคนเสื้อแดง และเห็นว่าการนิรโทษกรรมนั้นต้องมีการแยกแยะตัวผู้กระทำผิด อีกทั้งต่อต้านอย่างแข็งขันในการนิรโทษกรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และกำลังเกรงว่าร่างกฎหมายจะเปิดทางให้มีการคืนทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถูกยึดไปแล้ว ยิ่งกว่านั้น เห็นด้วยกับการนิรโทษผู้กระทำความผิดทางการเมือง อันเนื่องมาจากความคิดเห็นต่างกันเท่านั้น แต่ไม่รวมถึงแกนนำบางคนที่มีส่วนทำให้เกิดความรุนแรงในการปราบปรามการชุมนุม

เมื่อพิจารณาจากสามกลุ่มความคิด ต่อร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในขณะนี้ จะเห็นว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะตกลงกันได้ เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็มีจุดยืนเป็นของตัวเอง และหากวิเคราะห์ลึกลงไปแล้ว สองฝ่ายหลังไม่ได้คาดหวังว่ากฎหมายนิรโทษกรรมจะทำให้ความสมานฉันท์เกิดขึ้นได้ในสังคมไทย แต่เห็นว่าจะต้องเป็นกฎหมายที่ฝ่ายตัวเองได้เปรียบทางการเมืองให้มากที่สุด หรืออย่างน้อยก็คิดว่าตัวเองได้เปรียบ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะหาความสมดุลจนเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย

เราเห็นว่าขณะนี้กฎหมายนิรโทษกรรม ที่กำลังถกเถียงกันอยู่นี้ ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเอาไว้เล่นงานอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ได้เป็นกฎหมายที่มีความมุ่งหวังสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคม ดังนั้นไม่ว่าจะออกมาอย่างไร ก็จะมีเสียงคัดค้านจากอีกฝ่ายหนึ่งที่เห็นว่าไม่ได้ประโยชน์จากกฎหมาย ซึ่งยิ่งผลักดันออกมาเป็นกฎหมาย ความขัดแย้งที่ตามมาก็จะมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกที่ไม่อาจตกลงกันได้ เพราะว่าทุกฝ่ายให้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง มากกว่าเพื่อสร้างความสมานฉันท์ที่แท้จริง