วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รับมือโลกร้อน : ชุมชนเข้มแข็งอย่างเดียวจะพอหรือ ?

ชุมชนเข้มแข็งเป็นเป้าหมายของนักพัฒนาชุมชนมานานแล้ว ซึ่งในบริบทของภัยจากสภาพอากาศแล้วจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้

สมาชิกชุมชนพึ่งพาซึ่งกันและกันได้ มีการจัดองค์กรชุมชนเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการต่างๆ โดยมีทรัพยากรที่จัดสรรและจัดการกันในชุมชนอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้ชุมชนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ (อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง) เมื่อเกิดภัยพิบัติและในระยะหลายปีที่ผ่านมานี้ก็มีกระแสของการส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น (local wisdom) เพื่อใช้จัดการกับสถานการณ์ต่างๆ เป็นกระแสหลักเพิ่มเข้ามาอีกอย่างหนึ่งด้วย

เมื่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเริ่มเป็นประเด็นสำคัญ นักพัฒนาชุมชนก็นำแนวคิดและแนวทางการสร้างชุมชนเข้มแข็งกับการส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านมาเป็นกระแสหลักในเรื่องของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้วย อย่างไรก็ดี ชุมชนเข้มแข็งอาจจะสามารถรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้า และภูมิปัญญาท้องถิ่นอันเป็นสิ่งที่ได้รับการสร้างสมมานาน ผ่านการลองผิดลองถูกจากประสบการณ์ของบรรพชนและสืบสานต่อเนื่องมาในชุมชนจนถึงปัจจุบันอาจจะสามารถจัดการกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ แต่ความท้าทายใหม่ที่ชุมชนจะต้องเผชิญและรับมือในอนาคตอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชุมชนไม่คุ้นเคยที่จะจัดการมาก่อน การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศก็เป็นความท้าทายใหม่อีกอย่างหนึ่งที่ชุมชนไม่คุ้นเคย นอกจากนั้นพลวัตทางเศรษฐกิจและสังคมอาจจะผลักชุมชนออกจากบริบทเดิมที่คุ้นเคยซึ่งเคยอาศัยการจัดการด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิมได้ในสถานการณ์เช่นนี้ ความเข้มแข็งของชุมชนและภูมิปัญญาชาวบ้านอาจจะไม่เพียงพอที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่ไม่เคยคาดหมายมาก่อน

ในความเห็นของผมนั้น การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมิได้เป็นเพียงเรื่องของการรับมือกับภัยพิบัติในปัจจุบัน แต่เป็นเรื่องที่จะต้องมองไกลออกไปในอนาคตในกรอบเวลาที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อนเพื่อให้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่อาจจะเกิดขึ้น ดังนั้น ชุมชนต้องขยายวิสัยทัศน์ในการวางแผนต่างๆ ทั้งแผนหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชนเพื่อให้การพัฒนานั้นสามารถบรรลุเป้าหมายได้ในอนาคตภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน (ซึ่งต้องการวิธีคิดใหม่ๆ ในการวางแผนเช่นกัน) เป้าหมายคือ ความยืดหยุ่น (flexibility) ของชุมชน หรือการที่ชุมชนมีทางเลือกหลายทางที่จะเลือกดำเนินการต่อสถานการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะไม่คาดคิด (uncertainty) ซึ่งรวมถึงแนวทางการดำเนินการจัดการความเสี่ยง และ/หรือ แผนการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติจากสภาพอากาศแปรปรวนทั้งนี้ต้องคำนึงด้วยว่าภัยพิบัติในอนาคตภายใต้สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปโดยภาวะโลกร้อนซึ่งภัยพิบัติอาจจะเปลี่ยนทั้งความรุนแรงและรูปแบบ อีกทั้งสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปก็อาจทำให้รูปแบบความเสี่ยงเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

ในประเด็นนี้ ผมคิดว่าเราไม่ควรจับเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศปนเข้ากับภัยพิบัติจนเห็นเป็นเรื่องเดียว อันที่จริงแล้วมันเป็น 2 เรื่องที่มีบางส่วนซ้อนทับกันอยู่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกันถ้าหากปนกันเป็นเรื่องเดียวกันแล้วเราจะไม่เห็นว่าอะไรคือ การเตรียมรับมือภัยพิบัติ (disaster preparedness) และอะไรคือการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change adaptation) ซึ่งในที่สุดแล้วจะทำให้การดำเนินการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหลงทางได้

เมื่อเราจำเป็นที่จะต้องมองออกไปไกลในอนาคต ชุมชนจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ (vision) ที่เหมาะสม และการวางแผนต่างๆ ของชุมชนต้องคิดในเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้นจึงจะสามารถรับมือกับผลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและความเสี่ยงของชุมชนที่อาจเปลี่ยนแปลงไปชุมชนเข้มแข็งนั้นเป็นพื้นฐานที่ดี แต่ผมคิดว่าเราสร้างชุมชนให้เข้มแข็งอย่างเดียวคงจะไม่เพียงพอต่อการรับมือกับภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่จะมาในอนาคตแต่เราต้องสร้างชุมชนที่มีวิสัยทัศน์ต่ออนาคตด้วยโดยไม่เพียงแต่จะคิดรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว

ความท้าทายของนักพัฒนาชุมชนที่จับประเด็นด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเข้ากับงานพัฒนาชุมชนนั้น เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในบริบทที่ถูกต้อง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ จากสภาวะโลกร้อน ซึ่งคาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปในอนาคต เนื่องจากยังไม่มีวิธีการใดที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประเด็นที่เป็นที่กังวลกันในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้นคือ อนาคตอาจจะไม่เหมือนปัจจุบัน การเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ซึ่งแม้ว่าอาจจะแตกต่างไปจากอดีตบ้างก็ตาม) อาจจะไม่เพียงพอ นอกจากนั้นแล้วนักพัฒนาชุมชนยังจะต้องทำความเข้าใจต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคมจากภายนอกชุมชนอันจะมีผลทำให้วิถีชุมชนและความเสี่ยงของชุมชนต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย ความเข้าใจเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานในการวางกรอบวิสัยทัศน์ของชุมชนให้เกิดการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวมากขึ้น และเป็นฐานในการคิดถึงการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านเข้ากับสถานการณ์อนาคต ซึ่งถ้าหากไม่เพียงพอที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย ก็จำเป็นที่จะต้องคิดฉีกแนวไปจากแนวทางที่คุ้นเคยกันมาแต่ดั้งเดิมด้วย

ดังนั้น การรับมือกับภาวะโลกร้อนและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะต้องเริ่มด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาว และการใช้กรอบการวางแผนใหม่ (new planning paradigm) ด้วยองค์ความรู้ใหม่ สังคมไทยต้องการชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์ (vision) จึงจะอยู่รอดได้กับความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต