เมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่เกิดสถานการณ์อุทกภัย ในภาคตะวันออกจากฝนตกหนัก นายปลอดประสพ สุรัสวดี
รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย(กบอ.) ได้จัดแรลลี่จากเมืองสู่ป่า ไปสิ้นสุดพื้นที่อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อรณรงค์การก่อสร้างเขื่อนแห่งใหม่ของกรมชลประทาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท โดยการรณรงค์ในครั้งเป็นการโต้กลับ กลุ่มที่ต่อต้านการสร้างเขื่อนที่เริ่มเสียงดังขึ้นและมีคนเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้น
หากใครติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในภาคตะวันออก จะเห็นว่าในปีนี้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่มากกว่าในครั้งก่อน และหากติดตามการแก้ไขสถานการณ์น้ำท่วมจะเห็นว่าปัญหาใหญ่ของน้ำท่วมที่เกิดขึ้น นอกจากปริมาณฝนจะมีมากแล้ว ยังเป็นปัญหาเดิมที่เคยเผชิญมาแล้ว นั่นคือ การระบายน้ำล่าช้าและเผชิญปัญหาในหลายพื้นที่ ยิ่งติดตามคณะของบรรดารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในการลงพื้นที่ดูแล ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นการลงพื้นที่แบบขอไปทีเท่านั้น ไปดูว่ามีปัญหาอะไรและกำชับให้เร่งแก้ไข
ขณะนี้เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า สถานการณ์น้ำท่วมในภาคตะวันออกที่รุนแรงขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการประเมินผิดพลาดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าน่าจะระบายน้ำได้ทันเหมือนเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ซึ่งในครั้งนี้ โซนทางตะวันออกถือว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม ทำให้บรรดาภาคอุตสาหกรรมได้โยกย้ายโรงงานหรือขอตั้งโรงงานในพื้นที่โซนตะวันออกจำนวนมาก เพราะเกรงว่าหากอยู่ในภาคกลางต่อไป เกรงว่าจะมีความเสี่ยงต่อความเสียหายในอนาคตจากอุทกภัย
หากดูจากงบประมาณบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ก็จะเห็นได้ชัดว่ากบอ.ให้ความสำคัญกับบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางเป็นหลัก ซึ่งโครงการสำคัญก็ล้วนแต่คิดจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ โดยอ้างว่าเพื่อตัดปริมาณที่ไหลลงมาในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งกรณีของเขื่อนแม่วงก์ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของเหตุผลการลดปริมาณน้ำที่ไหลลงพื้นที่ภาคกลาง ทั้งๆ ที่มีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับเส้นทางอื่น
หากใครจำได้ในช่วงหลังน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 คนไทยทั่วไปได้รับรู้และมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมากเกี่ยวกับเส้นทางน้ำ และวิธีการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม ตั้งแต่วิธีการช่วยเหลือตัวเองในสถานการณ์เฉพาะ รวมถึงวิธีการลดระดับน้ำด้วยการเร่งระบายให้เร็วที่สุด ซึ่งปัญหาเรื่องการระบายน้ำถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากพอๆ กับการสร้างเขื่อน เพราะจากการพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เส้นทางระบายน้ำตามธรรมชาติลดลงจากการสร้างสิ่งกีดขวาง และได้ลงความเห็นกันว่าต้องเร่งแก้ไข
จากปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกในปีนี้ เราเชื่อว่าจะกระทบความเชื่อมั่นกับนักลงทุนพอสมควร เพราะพวกเขาเชื่อว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ยังเหลืออยู่ และจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ในภาคกลางก็น่าจะมาจากปัญหาเดียวกัน นั่นคือ ระบบการระบายน้ำมีปัญหา ในขณะที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องประเมินว่าปริมาณน้ำน้อยกว่าเมื่อครั้งก่อน ดังนั้นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนให้เห็นว่าหลังน้ำท่วมใหญ่ รัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาที่ดีพอแม้จะมีเวลาถึง 2 ปี ทั้งๆ ที่การแก้ปัญหาระบายน้ำไม่มีความยุ่งยากในขั้นตอนกฎหมายเหมือนการสร้างเขื่อน น้ำท่วมในปีนี้จึงสะท้อนความล้มเหลวอย่างหนึ่งของรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับเรื่องความรู้และงบประมาณ แต่เป็นเรื่องบริหารจัดการภายใต้กบอ.






