เมื่อวานเล่าว่าอดีตนายกรัฐมนตรี ลี กวนยิว ของสิงคโปร์ วิพากษ์ประเทศไทยในประเด็นว่า สามารถแข่งขันกับสิงคโปร์ได้ไหม
ในหนังสือ One Man’s View of the World ที่เพิ่งวางตลาดไป
วันนี้ จะนำเอาถาม-ตอบต่อจากเมื่อวาน เพื่อให้คนไทยได้ซาบซึ้งถึงแนวคิดของท่านผู้เฒ่าบนเกาะแห่งนี้ต่อประเทศไทย ที่คบหาเป็นมิตรในอาเซียนกันมาช้านาน
อ่านแล้วต้องขอบคุณ ลี กวนยิว ที่ตอบคำถามนักข่าวอาวุโสของหนังสือพิมพ์ Straits Times ในหนังสือเล่มนี้อย่างตรงไปตรงมา ทำให้เราได้รู้ว่าเขาคิดอย่างไรกับเรา และเราควรจะเรียนรู้อะไรจากเขาบ้าง
ถาม : เราลองคุยประเด็นภูมิรัฐศาสตร์บ้าง ประเทศไทยเป็นพันธมิตรกับสหรัฐมาตลอด เคยเป็นฐานทัพให้สหรัฐระหว่างสงครามเวียดนาม ท่านคิดว่าจะเป็นอย่างนี้ต่อไปหรือไม่?
ลี กวนยิว : ไม่สำคัญหรอก คำถามจริงๆ ก็คือว่า ผลประโยชน์ของพวกเขา (ไทยกับสหรัฐ) สอดคล้องต้องกันไหม? คุณอาจจะมีพันธมิตรได้ แต่จะยั่งยืนได้ก็เมื่อผลประโยชน์ตรงกันเท่านั้น ก็เหมือน Nato นั่นแหละ พวกเขารวมกันได้ตราบเท่าที่มีสหภาพโซเวียต พอ สหภาพโซเวียต ล่มสลาย Nato ก็ไร้ประสิทธิภาพ
ถาม : ความเห็นด้านหนึ่งบอกว่าจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อประเทศไทยเจอวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 1997 และผู้คนตระหนักว่าสหรัฐไม่มาช่วย และพวกเขาเชื่อตั้งแต่นั้นมาว่าจีนเป็นเพื่อนที่พึ่งพาได้มากกว่า
ลี กวนยิว : คุณค่าของประเทศไทยต่อสหรัฐลดลงหลังจากสงครามเวียดนาม
ถาม : ท่านคิดว่าคนไทยจะตอบสนองอย่างไรต่อการที่จีนมีอิทธิพลสูงขึ้นในส่วนนี้ของโลก?
ลี กวนยิว : คุณก็รู้ประวัติศาสตร์ของไทยดีนี่ ตอนที่ญี่ปุ่นแข็งแกร่ง และเตรียมจะโจมตีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเขา (ไทย) ก็ยอมให้ทหารญี่ปุ่นเข้าประเทศไทย ทำให้ง่ายต่อการรุกต่อมาที่มาเลเซียและสิงคโปร์ ดังนั้น ใครก็ตามก็อยู่ข้างชนะ ใครก็ตามที่อยู่ข้างมีอำนาจ พวกเขา (ไทย) ก็จะอยู่ข้างนั้น
----------------------
อ่านแล้วคนไทยส่วนใหญ่คงไม่ต้องสงสัย ว่าท่านผู้เฒ่าแห่งสิงคโปร์มองไทยเราอย่างไร...
นั่นคือ เขาเชื่อว่าไทยแข่งกับสิงคโปร์ไม่ได้ เพราะว่าการศึกษาสู้เขาไม่ได้
เขามองว่า ความรู้ภาษาอังกฤษของเราแพ้เขา ดังนั้น เขาจึงไม่เชื่อว่าเราจะแข่งกับเขาได้
เขามองว่า สิงคโปร์ เป็นศูนย์กลางการคมนาคม เพราะใครเดินเรือต้องผ่านเขา ไม่ต้องผ่านกรุงเทพฯ ก็ได้
แม้ว่าไทยจะได้เปรียบทางด้านการบิน แต่ ลี กวนยิว ก็อ้างว่าการศึกษาเราแพ้เขา ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นทางน้ำ ทางอากาศ หรือ ทางบก เราก็แข่งกับเขาไม่ได้
นอกจากนั้น ลี กวนยิว ก็ยังมองว่าไทยไม่มีจุดยืนอะไรมั่นคงในการคบหากับคนอื่น เพราะจะอยู่ข้างชนะเท่านั้น เพราะเขายังคงเคืองแค้นที่ไทยยอมให้ทหารญี่ปุ่นผ่านไทยไปมาเลเซีย และสิงคโปร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
ผมคิดว่า เมื่อเขาพูดตรงๆ อย่างนี้ก็เป็นประโยชน์ อย่างน้อยก็ต้องทำให้คนไทยฮึดสู้ ด้วยการปรับปรุงระบบการศึกษาและภาษาของเรา เพื่อจะได้ไม่ถูกลูกหลานสิงคโปร์ ดูถูกเหยียดหยามคนไทย
เพราะว่าคนสิงคโปร์ไม่น้อยคงได้อ่านหนังสือเล่มใหม่นี้ของอดีตผู้นำของเขา คนรุ่นเก่าที่นั่นไม่น้อยก็คงเห็นคล้อยตาม ลี กวนยิว ส่วนคนรุ่นใหม่ที่อาจจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับไทย เมื่ออ่านแล้วก็อาจจะเชื่อตามไปด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยวันนี้ ที่จะต้องแก้ไขและปรับปรุงตัวเองอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ใครเขามาปรามาสเราอย่างนี้ตลอดไป
ผมยังหวังว่า อดีตผู้นำของไทยเราบางท่าน จะสามารถเขียนหนังสือหรือตอบโต้ ลี กวนยิว ออกมาในเวทีสากลให้เป็นที่ประจักษ์ ว่าไทยเราก็ไม่ได้ย่ำแย่อย่างที่อดีตผู้นำสิงคโปร์วิเคราะห์วิพากษ์นั้น
ถ้าที่เขาพูดเป็นความจริง เราก็ต้องบอกว่าเราจะทำให้มันไม่จริงในอนาคตอันใกล้นี้ ได้อย่างไร
และหากว่าที่เขาพูดเป็นเรื่องของอคติของผู้อาวุโสที่มีความอหังการเกินเหตุ ผมก็รอให้อดีตผู้นำของไทยสักคนสองคน ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับสิงคโปร์ ในประเด็นต่างๆ บ้าง
ผมรู้ว่า มีประเด็นอะไรเกี่ยวกับสิงคโปร์ ที่คนไทยควรจะวิพากษ์อย่างเป็นกิจจะลักษณะได้
แต่...ผมรอให้ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองทั้งปัจจุบันและอดีต ได้แสดงความหาญกล้าให้คนรุ่นหลังได้ฟังได้ชม...กันบ้าง









