วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วีรบุรุษกองโจร

เมื่อวันอังคาร (15ต.ค.) ผมได้รับเชิญจากตลาดหลักทรัพย์ฮานอย ให้ไปเป็นองค์ปาฐกในการสัมมนาใหญ่ประจำปี

เรื่องการกำหนดค่าตอบแทนให้แก่กรรมการรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียน ว่าควรมีแนวทางเช่นใด โดยมีกรรมการรัฐวิสาหกิจและเจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้ง ก.ล.ต. และ SCIC (บริษัทโฮลดิ้งของรัฐบาลเวียดนาม) เข้าฟังกว่า 100 คน

ปีที่แล้ว หลังจากผมปาฐกถาเสร็จ เจ้าภาพได้พาผมนั่งรถชมเมืองฮานอย แต่ปีนี้ ผมบอกไปว่า ผมมีเวลาน้อย ช่วยพาผมไปดูบ้านหลังเดียวก็พอ บ้านที่ชายสูงอายุคนหนึ่ง เคยพักอาศัยอยู่นานหลายสิบปี จนถึงเมื่อต้นเดือนตุลาคม นี้เอง ผู้ชายคนนั้น มีชื่อว่า โว เหงียน เกี๊ยบ (Vo Nguyen Giap) นายพลผู้ยิ่งใหญ่ ที่ไม่เคยร่ำเรียนวิชาการทหารเลยแม้แต่น้อยนิด แต่เขากลับเป็นผู้นำทหารเวียดนามเหนือ ซึ่งมีเพียงรองเท้าแตะทำจากยางรถยนต์และอาวุธที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง ออกสู้รบแบบกองโจร จนชนะกองทัพฝรั่งเศส ในยุทธภูมิ เดียน เบียน ฟู เมื่อปี 1954 และหลายปีต่อมา นายพลคนเดียวกันนี้ ก็ได้นำกองทัพทหารรองเท้าแตะ เข้าต่อสู้กับกองทัพอเมริกัน ซึ่งมีสรรพาวุธที่ทันสมัยกว่ามาก แต่ในที่สุดอเมริกา ก็ต้องถอนกำลังออกไปจากเวียดนาม

นายพล โว เหงียน เกี๊ยบ เพิ่งเสียชีวิตด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ด้วยวัย 102 ปี ความยิ่งใหญ่ของเขาในประเทศเวียดนามนั้น ถือว่าเป็นรองเพียงลุงโฮ หรือ โฮจิมินห์ “บิดาของประเทศ” เท่านั้น และไม่เพียงแต่ชาวเวียดนามที่มองเขาเป็นฮีโร่ แม้แต่โรงเรียนทหารหลายแห่งทั่วโลก ก็ยังนำกลยุทธ์การรบของเขา มาใช้ในการสอนอีกด้วย

หลังทราบข่าวการเสียชีวิตของ โว เหงียน เกี๊ยบ นายจอห์น แมคเคน วุฒิสมาชิกและอดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกา ซึ่งเคยขับเครื่องบินทิ้งระเบิดเวียดนามเหนือ และถูกยิงตกเป็นเชลยสงครามของเวียดนามเหนือเป็นเวลานานถึง 5 ปีครึ่ง ได้ส่งทวีตข้อความว่า “เขาเป็นนักยุทธศาสตร์การทหารชั้นเยี่ยม ครั้งหนึ่งเคยบอกกับผมว่า เราเป็นศัตรูเกียรติยศ (Honorable Enemy) ของเขา”

โฮจิมินห์ วีรบุรุษ ผู้สร้างชาติ ก็ได้นายพล โว เหงียน เกี๊ยบ คนนี้นี่แหละ เป็นนักรบผู้นำชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ในสมรภูมิแห่งความทรงจำของชาวโลกที่ เดียน เบียน ฟู รวมทั้งเป็นผู้บัญชาการรบในสมรภูมิเลือดที่ เคซาน และผู้กำหนดยุทธศาสตร์กระจายการโจมตี ไปยังหลากหลายสมรภูมิพร้อมๆกัน เมื่อต้นปี 1968 ที่เรียกว่า Tet Offensive

จนกระทั่ง โว เหงียน เกี๊ยบ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เป็นนักรบที่มีความเป็น “อัจฉริยะ” อย่างยิ่งคนหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ 20 และมีนักประวัติศาสตร์จำนวนไม่น้อย ที่ยกย่องให้เขาเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ในระดับเดียวกับ 3 นายพล คือ มอนเกอเมรี่ รอมเนล และ แมคอาเธอร์

โว เหงียน เกี๊ยบ เป็นเพียงลูกชาวนา ซึ่งมีพ่อคอยสอนให้หัดอ่านหนังสือ เมื่อสำเร็จการศึกษาด้านกฎหมาย เขาก็มีอาชีพเป็นครูสอนประวัติศาสตร์และเป็นนักเขียน ต่อมาเมื่อ โฮจิมินห์ ได้ปลุกเร้าให้ชายฉกรรจ์ชาวเวียดนามเหนือ ออกสู้รบกับทหารฝรั่งเศส เขาก็ต่อต้านด้วยคำพูดว่า “ฉันเป็นคนแกว่งปากกา ไม่ใช่แกว่งปืน” เพราะเขาไม่เคยจับกระบอกปืนเลย

แต่ในที่สุด เขาก็ตัดสินจับอาวุธออกสู้รบ จนก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการรบสูงสุด เป็นเวลานานถึง 30 ปี บัญชาการรบทั้งศึกฝรั่งเศสและอเมริกัน

ใครที่เคยไปชมอุโมงค์ใต้ดิน “กู๋จี่” คงจะรู้สึกได้ถึง ความทรหดอดทน ของทหารรองเท้าแตะที่ “สู้ด้วยใจ” เพื่อนำมาซึ่งอิสรภาพของประเทศ เพราะอุโมงค์ใต้ดินขนาดเล็กนั้น ทหารฝรั่งตัวใหญ่ลงไปไม่ได้แน่นอน แม้แต่ผมซึ่งตัวเล็กนิดเดียว ยังรู้สึกอึดอัดอย่างยิ่ง เมื่อมุดตัวลงไปในส่วนที่ตื้นมากและอยู่ในนั้นเพียง 1-2 นาที เท่านั้นเอง

แต่ทหารเวียดนามเหนือสวมรองเท้าแตะทำจากยางรถยนต์ แอบขุดอุโมงค์ในยามค่ำคืน มุดลงไปอาศัยอยู่ใต้ดิน เป็นเวลานานหลายปี มีทั้งโรงครัว โรงพยาบาล ฯลฯ กระจายกันอยู่หลายชั้น ความยาวมากมายถึง 121 กิโลเมตร และ โว เหงียน เกี๊ยบ ก็ใช้อุโมงค์ใต้ดินนี่แหละ เป็นที่วางแผนการรบ สมรภูมิเคซาน และการโจมตี Tet Offensive เมื่อปี ค.ศ. 1968

โว เหงียน เกี๊ยบ เป็นผู้นำระดับวีรบุรุษของเวียดนาม เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว พิธีศพของเขายิ่งใหญ่ระดับชาติ ผมได้แวะไปชมบ้านของเขาเมื่อคืนวันจันทร์ และบ่ายวันอังคาร ซึ่งพิธีการได้เสร็จสิ้นไปหมดแล้ว และศพของเขาก็ถูกเคลื่อนย้ายไปสู่บ้านเกิดในต่างจังหวัดแล้ว แต่ก็ยังมีผู้คนจำนวนหนึ่ง เกาะอยู่หน้าประตูบ้านของเขา ตลอดเวลา

สงครามเวียดนาม สงบลงเป็นเวลานาน จนเวียดนามเป็นมิตรกับฝรั่งเศสและอเมริกาแล้ว รวมทั้งกำลังเร่งพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว เพื่อชดเชยสิ่งที่ถูกทำลายไปในระหว่างสงคราม สำหรับตลาดหลักทรัพย์ฮานอย ที่เชิญผมไปพูด ก็เป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมเป็นพี่เลี้ยงคนหนึ่ง ที่คอยให้ความช่วยเหลือเสมอมา การที่ผมไปเป็นองค์ปาฐกครั้งนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุน ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ให้แก่เวียดนาม อย่างต่อเนื่อง

ผมเขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะชื่นชมในสงคราม การรบย่อมก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อมากมายเหลือคณานับ ทั้งต่อผู้ชนะและผู้แพ้ แต่ที่ผมเขียน ก็เพราะอยากจะให้เป็นบทเรียนเรื่องความเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำทางราชการ ทางธุรกิจ หรือทางการเมืองก็ตาม คือการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ ย่อมนำมาซึ่งความสำเร็จ อย่างที่ โว เหงียน เกี๊ยบ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ถึงแม้จะมีทรัพยากรอย่างจำกัดจำเขี่ย แต่เมื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดกลยุทธ์อย่างชาญฉลาด รวมทั้งคิดนอกกรอบ และมองหาจุดอ่อนของคู่แข่งให้พบ ก็สามารถชนะกองทัพที่มีแสนยานุภาพเหนือกว่าอย่างมากมาย ได้

สำคัญที่สุดก็คือ แม้จะคิดนอกกรอบเพียงใด หรือวางแผนกลยุทธได้เฉียบคมแค่ไหนก็ตาม ผู้นำย่อมไม่สามารถที่จะทำอะไรให้สำเร็จได้เพียงลำพังตนเอง แต่ต้องมีผู้ตาม ซึ่งพร้อมที่จะรุกไปข้างหน้าด้วยความศรัทธาในตัวผู้นำ และด้วยความเชื่อเดียวกันกับผู้นำ หรือ “สู้ด้วยใจเดียวกัน เป้าหมายเดียวกัน” นั่นเอง ตรงนี้เป็นสิ่งยากที่สุด ที่จะทำให้เกิดขึ้นและดำรงรักษาไว้ได้

บทพิสูจน์ของความเป็นผู้นำ ก็อยู่ตรงนี้แหละครับ