วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักลงทุน ทำ CSR ได้ทุกวัน

โลกเปิดกว้าง ผู้คนจึงเลือกได้หลายแนวทางที่ชอบ ในรอบ 3-5 ปี ที่ผ่านมา ยอมรับกันไหมคะว่า เกิดปรากฏการณ์ ทางเลือกของคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมากมาย

หนึ่งในนั้นก็การเลือกที่จะเป็น “นักลงทุน” แบบเต็มเวลา หมายถึงมีอาชีพเป็นนักลงทุน รายได้มาจากเงินส่วนต่างของราคา ที่เป็นกำไร จากการซื้อ-ขายหุ้น

ดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ ที่ขยับ ปรับฐาน ด้วยปัจจัยหลายด้าน ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทย มีการขยายตัว ทั้งขนาดของตลาด และจำนวนผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามมาอีกมากมาย

การสร้าง “ต้นแบบ” เศรษฐีหุ้น จึงเกิดขึ้นคนแล้วคนเล่า ให้กลายเป็น นักเขียน นักพูด เป็นแนวทางให้อีกหลายคนอยากเดินตามรอยรวยนั้นบ้าง

ในโลกแห่งความเป็นจริง จะมีสักกี่คนกันเล่าที่จะประสบความสำเร็จก่อนการล้มเหลว นักลงทุนต้นแบบระดับโลก คนดัง อย่าง คุณวอร์เรน บัฟเฟตต์ หรืออีกหลายคน ล้วนผ่านห้วยเหวมาแล้วทั้งสิ้น แล้วใยมือใหม่หัดขับจึงจะมีอาการรวยเร็ว กดปุ่มได้ดั่งใจ แต่ก็มิได้แปลว่าจะต้องเป็นทุกคนที่ต้องล้มก่อนรุกในตลาดหุ้นนะคะ

เป็นเรื่องที่น่าดีใจว่า นักลงทุนไทย ยุคนี้ มีบทเรียนที่แสนคุ้มค่า จากปากคำเล่าขานของนักลงทุนรุ่นก่อนๆ ว่า ต้องพึงระวังเรื่องใด ตำราเหล่านั้นกลายเป็นคู่มือชั้นดีให้พวกเขาหยิบขึ้นมาอ่าน เตือนใจและนำมาใช้กับตนเอง

เมื่อพวกเขาหันมาประกอบอาชีพ “นักลงทุน” อย่างเป็นล่ำ เป็นสัน การแสวงหาความรู้ให้ตัวเอง เพื่อรักษา เพิ่มพูน ลดความเสี่ยงย่อมเกิดขึ้น พวกเขามีความรู้ จึงใช้เวลา ใช้เทคโนโลยี เข้ามาช่วยได้แยะ

การนี้ จึงมีหลายหลักสูตร ที่เข้ามาเสิร์ฟความต้องการของตลาดความรู้ด้านการลงทุน เป็นหลักธรรมดาของดีมานด์และซัพพลาย คนกระหายความรู้ ย่อมมีการจัดห้องเรียน ห้องสัมมนาตามทันที

ผู้คนเหล่านี้จึงกลายเป็นกลุ่มคน กลุ่มก้อนที่ขยันแสวงหาความรู้ใหม่ใส่ตัวเอง เพราะนั่นหมายถึง ความสำเร็จของในอาชีพการเป็นนักลงทุนของตัวเอง มองไปแล้วไม่ต่างอะไรกับการฝึกฝนให้ตัวเองชำนาญในอาชีพอื่นๆ เช่นกัน เป็นหมอ ก็เป็นหมอเฉพาะทาง เป็นวิศวกรเครื่องกล วิศวกรน้ำ นักบัญชี นักหนังสือพิมพ์ บนเส้นทางอาชีพของนักลงทุนก็เช่นเดียวกัน คะ

นักลงทุนอาชีพ จึงเพิ่มปริมาณมากขึ้น เด็กหนุ่มสาว บางคน เลือกที่จะเป็นนักลงทุนอิสระ คนทำงานบางคน เลือกที่จะขอลาออกจากงานเป็นลูกจ้าง มาจ้างตัวเองลงทุนในหุ้น จึงไม่แปลกที่พวกเขากระหายความรู้ ขยันกับทุกข้อมูล จนผู้ใหญ่หลายท่านออกมาเปรยว่า ความนิยมเช่นนี้ อาจส่งผลให้ภาคการทำงาน การขับเคลื่อนประเทศส่วนรวมในอนาคตอ่อนแอลงได้ น่าเป็นห่วงประเทศไม่น้อย

แต่เมื่อพวกเขาตัดสิน เดินเข้ามาในสนามการลงทุน ซึ่งเป็นสิทธิส่วนตัว สิ่งที่องค์กรที่เกี่ยวข้องทำได้ คือการติดอาวุธทางปัญญา ที่จะช่วยให้เพิ่มความเข้มแข็ง ให้ก้าวพ้นห้วยเหวนั้นไปได้ในจำนวนที่มากที่สุด

ในฐานะองค์กร ตัวแทนผู้ถือหุ้นรายบุคคล คุณมงคล ลีลาธรรม นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย จึงมีนโยบายว่า อยากเพิ่มความรู้ให้นักลงทุนผ่านโครงการอาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น ที่สมาคมฯทำมาตั้งแต่ปี 2549 ให้เข้มข้นขึ้น ผนวกกับการกระหายความรู้ของนักลงทุน จะยิ่งทำให้พวกเขาตื่นตัว กระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้ให้ตัวเอง

เรียกว่า จังหวะเหมาะ กับเหตุการณ์ปัจจุบัน ดังนั้น ดิฉันจึงไม่แปลกใจ ที่โครงการอบรมอาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น รุ่นที่ 11 ที่เพิ่งจะจบลงเมื่อสัปดาห์ก่อน จึงมีองค์ประกอบของผู้เข้าร่วมโครงการ ที่น่าสนใจมาก บ้างจบระดับดอกเตอร์ บ้างมหาบัณฑิต บ้างเป็นอดีตผู้บริหารจากหลายองค์กร บ้างเป็นคนรุ่นใหม่ บ้างเป็นพนักงานประจำ อย่างที่เห็นในภาพนี่แหละคะ

พวกเขาผ่านหลักสูตรตลอดสองวัน ในวันหยุด น่าชื่นชม เท่ากับว่าทำงานตลอดเจ็ดวันในสัปดาห์ สิ่งที่สมาคมฯ ฝากเป็นข้อมูลติดตัวพวกเขาไปคือ ความรู้ที่จะนำไปใช้กับตัวเอง และหากพอจะปันส่วน ปันเวลามาได้ ก็จะเป็นการช่วยทำหน้าที่ “อาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น” เพื่อช่วยยกระดับตลาดหุ้นไทยด้วยกัน

หากท่านคุ้นเคยกับการ เป็นผู้มีจิตอาสา ย่อมเข้าใจการทำงานเพื่อสังคมด้วยตัวเอง ด้วยมันสมอง ด้วยแรงกาย รศ.ทองทิพภา วิริยะพันธุ์ ประธาน CSR พอเพียง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ท่านเคยเล่าให้ดิฉันฟังถึงงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ ที่ท่านทำต่อเนื่องมาหลายปีแล้วว่า เรื่อง CSR เป็นแนวคิดจากฝรั่ง พอคนไทยนำมาใช้ มักจะจับมาเพียงซีกเสี้ยว จนมีคำว่า “CSR เทียม” อันหมายถึงว่าการใช้งบประมาณเพื่อพีอาร์มากกว่าเนื้อโครงการจริง หากจะทำเข้าถึงแก่น ถึงกึ๋น ควรจะ เรียกว่าเป็น “CSR In Process” ทำแบบสบายๆ ทำไปพร้อมกับหน้าที่การงาน ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ก็เรียกว่า เป็นผู้มีจิตอาสา ดิฉันจึงเห็นด้วยว่าท่านนักลงทุนก็สามารถทำ CSR ได้ทุกวันเช่นกัน จริงไหมคะ