หลังจากคณะกรรมการสรรหา กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ลงมติเลือก ณรงค์ รัฐอมฤต
อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ ปปช. เป็นผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็น ป.ป.ช. โดยได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เรียกว่าเฉือนตัวเต็งอย่าง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง 3 ต่อ1 แต้ม กระบวนการต่อจากนี้ กรรมการสรรหาจะเสนอชื่อ "ณรงค์" ต่อประธานวุฒิสภา
>>> กระบวนการจากนี้ ประธานวุฒิสภา เรียกประชุมวุฒิสภา เพื่อมีมติเลือกบุคคล ผู้ได้รับการเสนอชื่อ ต้องกระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ
>>> ผลของการสรรหาป.ป.ช.ทำให้บรรยากาศภายในสำนักงานป.ป.ช.ผ่อนคลายขึ้นมาอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้ "คนใน" มาทำงาน สำหรับประวัติของ "ณรงค์" นั้น ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สิน 4 สำนักงาน ป.ป.ช. เป็นผู้อำนวยการสำนักคดีสำนักงานป.ป.ช. เป็นผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.
>>> ถึงกระนั้นก็ยังเสียดาย "น.ส.สุภา" ด้วยความเป็นคนตรง แต่ก็ด้วยความเป็นคนตรงอีกนั่นแหล่ะ หากได้รับเลือกเป็นกรรมการป.ป.ช. "น.ส.สุภา" จะเป็นสายล่อฟ้าให้ฝ่ายการเมืองใช้เป็นประเด็นโจมตีป.ป.ช.ทันที ส่วนหนึ่ง "สุภา" คือพยานปากเอก และเป็นผู้ชี้เป้าตัวเลขการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าว ในฐานะประธานอนุกรรมการปิดบัญชี
>>> โครงการรับจำนำข้าวที่ "แผลสดๆ" ของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เวลานี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป.ป.ช.ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว สำนวนการสอบสวนเริ่มงวดเข้ามาทุกขณะแล้ว เหลือเพียงการตรวจสอบเส้นทางเงินจากธนาคารบางแห่งเท่านั้น
>>> ร้อนไม่ร้อนดูจากปฏิกิริยาของ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการป.ป.ช. ที่เพิ่งเข้าไปรับตำแหน่งนี้เมื่อไม่นาน ได้ถอนตัวจากการเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีโครงการรับจำนำข้าว เนื่องจากเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ ได้ร้บมอบหมายจากกระทรวงพาณิชย์ ให้เข้าร่วมเป็นคณะอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามการรับจำนำข้าวที่มี นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ในขณะนั้นเป็นประธานอนุกรรมการ จึงเกรงว่าหากมาทำคดีนี้จะเกิดปัญหาประโยชน์ทับซ้อนได้ ทำให้ ป.ป.ช. แต่งตั้ง นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการป.ป.ช.มาทำหน้าที่แทน
>>> ถ้าจะว่าไปแล้ว พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง นั้น ได้รับการวางตัวให้เป็น "ฝ่ายบุ๋น" คือ คุมงานวิชาการของป.ป.ช.
>>> บทบาท-เส้นทางของ พล.ต.อ.สถาพร ไม่เป็นที่ชัดเจนว่ามีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับใครกลุ่มไหนอย่างไร ยกเว้นเมื่อปี 2553 เขาเจอใบปลิวกล่าวหาว่าเป็น 1 ใน 200 รายชื่อของบัญชีดำนักการเมือง-นักธุรกิจ-สื่อ-ข้าราชการ-อดีตข้าราชการที่ใกล้ชิดกับ "ระบอบทักษิณ" เท่านั้น
>>> ส่วนการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ว่าด้วยหนังสือสัญญาที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา มีประเด็นร้อนที่ต้องรอดูคำพิพากษาศาลโลก คดีปราสาทพระวิหาร 11 พ.ย.นี้ โดยมีการระบุในที่ประชุมรัฐสภา ว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาอยู่แล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้ขอสงวนสิทธิ์ไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2505 โดยออกเป็นมติ ครม. ปี 2505 ให้ถือว่าปราสาทพระวิหาร อยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทย และจะกลับไปครอบครองปราสาทพระวิหารเมื่อคำพิพากษาได้รับการพิจารณาทบทวนแก้ไขอีกครั้ง และมติครม. ดังกล่าวได้มีผลปฏิบัติจนมาถึงปัจจุบัน









