ข่าวที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แถลงภายหลังจากที่ นายกฯ หลี่ เค่อเฉียง ของจีน บินออกจากเชียงใหม่ ไปเยือนเวียดนามต่อ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ว่า ผู้นำจีนรับปากว่าจีนจะซื้อข้าวไทยปีละ 1 ล้านตัน เป็นเวลา 5 ปี เป็นประเด็นที่น่าสนใจยิ่ง
เพราะว่าวันที่ นายกฯ จีน บินมาถึงกรุงเทพฯ นั้น ข่าวทางการที่ออกมาบอกว่าจีนจะซื้อข้าวไทย 1 ล้านตัน ภายใน 5 ปี หรือปีละประมาณ 200,000 ตัน
ผ่านไปเพียงสองวัน ข่าวจากรัฐบาลไทยบอกตัวเลขเปลี่ยนไปคนละเรื่อง
หากศึกษายอดนำเข้าข้าวของจีน จะเห็นว่าปีที่แล้วทั้งปี จีนนำเข้าข้าว 2.3 ล้านตันเท่านั้นเอง แต่ก็กระโดดจาก 578,383 ตัน ในปี 2011 เป็นจำนวนมาก
นายกฯ หลี่ เค่อเฉียง รับปาก นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ว่า จีนจะซื้อข้าวไทยปีละ 1 ล้านตัน ก็แปลว่าจีนจะซื้อข้าวจากไทยเท่ากับประมาณ 42% ของที่ซื้อทั้งปีทีเดียว
หากว่าไม่ใช่เป็นการแสดงความเป็นมหามิตรอย่างน่าประหลาด ก็อาจจะมีเงื่อนไขของการแลกกับอะไรบางอย่างที่ยังไม่มีการเปิดเผยในรายละเอียด
ถ้าประเด็นนี้อยู่ในหนึ่งใน “บันทึกความเข้าใจ” หรือ MOU ระหว่างการมาเยือนของผู้นำจีน ก็ยังไม่มีการเปิดเผยเพื่อให้คนไทยทั่วประเทศได้รับทราบอย่างเป็นกิจจะลักษณะ จะได้แสดงความชื่นชมความใจกว้างของรัฐบาลจีน
และหากว่ามีการรับปากจากฝ่ายจีนเช่นนั้นจริง ก็ยังไม่แน่ชัดว่า มีการระบุราคาที่จะซื้อขายกันหรือไม่ อย่างไร
เพราะว่าปัญหาของข้าวไทยวันนี้ คือ แพงกว่าคู่แข่งเช่นเวียดนาม อันเกิดจากนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลไทย ดังนั้น นายกฯ จีน รับซื้อข้าวไทยในราคาตลาดโลก ก็จะยิ่งน่านับถือในน้ำใจที่ยอมซื้อข้าวไทยแพงกว่าคนอื่น ทั้งๆ ที่จีนก็ซื้อข้าวจากเวียดนามอยู่แล้ว
หนังสือพิมพ์ The Asian Wall Street Journal รายงานว่า ปีก่อนหน้านี้จีนไม่เคยสั่งข้าวเข้าประเทศเกินปีละ 400,000 ตัน ด้วยซ้ำไป
และที่บอกว่าผู้นำจีนได้ตัดสินใจรับปากซื้อข้าวปีละหนึ่งล้านตัน ในพื้นฐานของ “จีทูจี” หรือ รัฐบาลต่อรัฐบาล แต่ AWSJ รายงานว่า นายกฯ หลี่ เค่อเฉียง บอกว่า จะ “สนับสนุนบริษัท” ของรัฐบาลนำเข้าข้าวจากไทย ตามจำนวนที่กล่าวอ้าง
ทำให้เกิดความสงสัยว่า คำว่า “จีทูจี” ที่รัฐบาลไทยอ้างนั้น ตรงกับความเข้าใจของ นายกฯ จีน หรือไม่
เพราะว่าการที่จีนจะให้บริษัทจีนซื้อข้าวจากไทยนั้น ไม่ใช่เป็นการทำแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล หากแต่เป็นเอกชนหรือบริษัทกึ่งรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะเรียกว่า “จีทูจี” ไม่ได้เต็มปาก เช่นกัน
ประเด็นต่อมา คือ ราคาซื้อขายตกลงกันแล้วหรือไม่ รายงานต่างประเทศบอกตรงกันว่า ข้าวเวียดนามขาย 400 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ข้าวไทยขณะนี้ถูกตั้งราคาในต่างประเทศไว้ที่ 450 ดอลลาร์ต่อตัน
ข่าวชิ้นเดียวกัน อ้างคณะทำงานของทางการจีนว่าผลผลิตข้าวปีนี้อาจลดลง 0.7% มายืนอยู่ที่ 202.8 ล้านตัน ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกใน 10 ปีของจีน ที่การผลิตข้าวปีหนึ่งต่ำกว่าของปีก่อนหน้า
สาเหตุก็เพราะว่าคนจีนทิ้งที่นาเข้าเมืองบ้าง และที่นาถูกนำไปแปลงสภาพเป็นโรงงานอุตสาหกรรม หรืออสังหาริมทรัพย์บ้าง
นายกฯ ยิ่งลักษณ์ บอกนักข่าวว่า นายกฯ หลี่ เค่อเฉียง ยืนยันว่า ทางการจีนได้ตั้งงบประมาณไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อซื้อข้าวจากไทยปีนี้ประมาณ 1 ล้านตัน จากเดิมจะซื้อ 2 แสนตัน ภายใน 5 ปี
แต่ นายกฯ บอกว่า ไม่ทราบว่าจีนเตรียมงบไว้เท่าไร เพราะยังไม่ได้ตกลงราคากัน
โฆษกรัฐบาล คุณธีรัตถ์ รัตนเสวี บอกว่า นายกฯ จีน ยืนยันกับ นายกฯ ไทย ว่า รัฐบาลจีนที่ปักกิ่งได้เตรียมงบไว้ซื้อข้าวไทย วงเงินนี้เป็นคนละส่วนกับกรณีรัฐวิสาหกิจในมณฑลต่างๆ ของจีนที่จะซื้อข้าวจากไทย
สรุปว่า...รัฐบาลไทยเชื่อว่าจีนจะอุ้มข้าวไทยเป็นกรณีพิเศษ ด้วยงบพิเศษที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเท่าไร แต่เป็นแค่รับปากเฉยๆ หรือจะเป็นลายลักษณ์อักษรต่อมาหรือไม่ ยังไม่ชัดเจนเช่นกัน
หากเป็นเช่นนี้จริง ต้องถือว่ารัฐบาลจีนช่วยเหลือไทยเป็นกรณีพิเศษจริงๆ และเป็น “การทูตเชิงเศรษฐกิจ” ที่น่าสนใจยิ่ง เพราะว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ (There is no such thing as a free lunch) จึงต้องวิเคราะห์ต่อไปว่า ไทยเราจะเดิน “การทูตพึ่งพิง” เช่นนี้ อย่างไรต่อไป
โดยต้องรู้ว่า...วันหนึ่งจะมีการทวงถามบุญคุณกันอย่างปฏิเสธไม่ได้






