ด้วยเงินจำนวนเท่ากัน ถ้าเราซื้อของได้มากกว่า ย่อมได้รับประโยชน์จากเงินนั้นมากกว่า
นั่นเป็นวิธีหนึ่งที่คนเราจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการมีรายได้น้อยได้ นั่นคือ พยายามใช้เงินที่มีอยู่น้อยนั้นให้คุ้มค่ามากที่สุด
แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว สิ่งที่คนเราต้องการจริงๆ จากการซื้อสิ่งของนั้นไม่เท่ากับมูลค่าของสิ่งนั้นเสมอไป แต่คือระดับ "ความพึงพอใจ" หรือ "ความสุข" ที่เราได้รับจากสิ่งของนั้นมากกว่า
Elizabeth Dunn และ Michael Norton ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ทำการวิจัยพบว่า คนที่อยากมีเงินเยอะๆ ส่วนใหญ่จะฝันว่า ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ พวกเขาจะนำเงินนั้นไปซื้อ รถหรูๆ หรือบ้านแบบคฤหาสน์ มากที่สุด แต่ในความเป็นจริง เมื่อคนเราได้สิ่งเหล่านั้นมาแล้ว ความสุขที่ได้รับจากสิ่งเหล่านั้นจะหายไปอย่างรวดเร็ว
พวกนักฟุตบอลชื่อดังระดับโลกหลายๆ คนก็มีเส้นทางชีวิตที่คล้ายๆ กัน เมื่อพวกเขากลายเป็นมหาเศรษฐีตั้งแต่อายุยี่สิบปีจากค่าตัวจำนวนมหาศาลที่สโมสรฟุตบอลระดับโลกเหล่านั้นจ่ายเพื่อแย่งตัวพวกเขา สิ่งที่พวกเขาจะทำเหมือนๆ กัน คือ การเป็นเจ้าของรถซูเปอร์คาร์ การซื้อคฤหาสน์ที่หรูหราในย่านของคนรวย จากนั้นก็จะแต่งงานกับดาราหรือว่านางแบบระดับโลก ก่อนที่หลายๆ คนจะเริ่มประสบปัญหาทางการเงินเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 30 ปี เนื่องจากพวกเขารวยเร็วเกินไป และติดนิสัยใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย บางทีการมีเงินเยอะมากๆ ก็ไม่ได้สร้างความสุขให้เราได้มากนัก เมื่อเรามีเงินเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง อาจมีสิ่งของมากมายให้เราซื้อหาเพื่อสร้างความสุขและประสบการณ์ใหม่ๆ ให้เราได้มากมาย แต่ถ้าเรามีเงินเยอะขึ้นไปกว่านั้นอีก ตัวเลือกใหม่ๆ ของสิ่งของที่เราสามารถซื้อหามาเพื่อเพิ่มเติมความสุขให้มากขึ้นอีกจะเริ่มมีตัวเลือกที่น้อยลง และด้วยจำนวนเงินที่มากขึ้น ความสุขส่วนเพิ่มที่เราได้รับจะยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ และในบางกรณีก็อาจนำมาซึ่งความทุกข์ภายหลังด้วย
เทคนิคอย่างหนึ่งของใช้เงินจำนวนจำกัดเพื่อให้ได้รับความสุขที่เยอะกว่าการนำไปซื้อวัตถุ คือ การซื้อประสบการณ์ มีการวิจัยพบว่า ด้วยเงินจำนวนเท่ากัน การซื้อประสบการณ์ มักให้ความสุขได้ในปริมาณที่มากกว่าการซื้อสิ่งของ ตัวอย่างเช่น การไปท่องเที่ยว การไปทานอาหารอร่อยๆ หรือแม้แต่การได้ดูหนังดีๆ สักเรื่องหนึ่ง เพราะความสุขในรูปแบบของประสบการณ์นั้นจะถูกจดจำอยู่ในสมองของเราได้ยาวนานและฝังใจมากกว่าความสุขจากการได้เป็นเจ้าของวัตถุต่างๆ และมันยังทำให้เราได้รับความสุขเหล่านั้นอีกในอนาคต เมื่อเราหวนนึกถึงประสบการณ์ที่น่าประทับใจเหล่านั้น แม้ว่ามันจะผ่านไปนานแล้ว เช่น ทุกครั้งที่เรานึกถึงหนังเรื่องโปรด หรือแรงบันดาลใจที่เราได้รับจากหนังบางเรื่องที่ดูแล้วชอบยังมีคุณค่าและความหมายต่อชีวิตของเราได้มากกว่าวัตถุสิ่งของอีกด้วย ทั้งที่เรามักใช้เงินจำนวนที่น้อยกว่ามากในการเข้าถึงประสบการณ์เหล่านี้ หรือแม้แต่การใช้เงินจำนวนไม่มากนักเพื่อซื้อของขวัญสักชิ้นหนึ่งให้คนรอบข้าง ก็อาจสามารถสร้างความสุขได้มากกว่าการเป็นเจ้าของรถซูเปอร์คาร์หนึ่งคันเสียอีก
การตั้งเป้าหมายทางการเงินไว้สูงมากๆ อาจเป็นเรื่องดีในแง่ของการคิดบวก ซึ่งอาจทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูงขึ้น แต่ข้อเสียของการตั้งเป้าหมายทางการเงินไว้สูงมากๆ ก็คือ เราอาจมีเวลาที่จะได้ความสุขจากเงินที่เราหามาได้น้อยลง เพราะหาเงินมามากเท่าไรก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้เสียที กว่าจะบรรลุเป้าหมายก็เข้าสู่วัยเกษียณเสียแล้ว แต่ความสุขจากการใช้เงินบางอย่างนั้นต้องใช้ตอนเป็นหนุ่มสาว หรือเมื่อยังมีกำลังวังชาอยู่ถึงจะมีความหมายด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าอยากไปเที่ยวรอบโลก ก็คงอยากไปตอนที่ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ ถ้าอยากขับรถซูเปอร์คาร์ก็คงไม่ใช่ตอนที่ผมล้านหมดหัวแล้ว ขับไปก็ดูไม่เท่ ประสบการณ์ชีวิตหลายๆ อย่างต้องทำในวัยๆ นั้นๆ ด้วย ถึงจะมีความหมาย ดังนั้นที่จริงแล้ว แทนที่เราจะ maximize เงินในกระเป๋าของเรา เราน่าจะเปลี่ยนมาเป็นการ optimize ความสุขที่เกิดขึ้นตลอดชีวิตของเรามากกว่า แทนที่จะมุ่งประสบความสำเร็จในชีวิตในด้านการเงินอย่างเดียว เราต้องไม่ลืมที่จะแบ่งเวลาไปพัฒนาด้านอื่นๆ ของชีวิตมิให้บกพร่องด้วย แม้ว่ามันอาจจะทำให้เรารวยช้าลงไปบ้าง ถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง
มีคนเคยบอกว่า เศรษฐีร้อยล้านกับหมื่นล้านนั้น จริงๆ แล้ว รวยเท่ากัน เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ใช้เงินของเราจริงๆ ได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น ที่เกินไปกว่านั้นกลับกลายจะเป็นการเพิ่มภาระต่างๆ ให้กับชีวิตของเรามากกว่า คำกล่าวนี้ดูเหมือนจะมีความจริงอยู่ไม่น้อย






