ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่แผนพลิกฟื้นกิจการสื่อสารโทรคมนาคม ขององค์กรวิสาหกิจของรัฐ หลังหมดสิทธิในรายได้จากสัญญาสัมปทาน
ที่ให้แก่เอกชนรายต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักหล่อเลี้ยงองค์กรมาหลายสิบปี ทั้งต้องส่งคืนคลื่นความถี่ให้แก่คณะกรรมการกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หลังจากสัมปทานกับเอกชนสิ้นสุดลงในปีต่างๆ ที่กำหนดอยู่ใน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่กำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.) ที่สำคัญปีนี้ 2556 รายได้จากสัญญาสัมปทานต่างๆ แม้จะยังไม่ถึงเวลาสิ้นสุดแต่เอกชนผู้ได้รับสัมปทานทั้งหลายต้องนำรายได้ตอบแทนตามสัญญาสัมปทานส่งตรงต่อกระทรวงการคลัง เป็นรายได้ของแผ่นดิน เพราะสิ้นสุดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านตาม พ.ร.บ.กสทช. ไม่ใช่ส่งเข้ารัฐวิสาหกิจคู่สัญญาสัมปทานอีกต่อไป
ทั้ง บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม ทราบกำหนดเวลาเหล่านี้ดี และพยายามทำแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูองค์กร หรือเทิร์นอะราวด์ แต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย ทีโอที รัฐวิสาหกิจโทรคมนาคมรายใหญ่ ก่อตั้งมายาวนานของไทยน่าจะเผชิญชะตากรรมที่หนักหน่วง ขยับตัวลำบาก ติดขัดรอบด้าน แผนการทำโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี บนคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ ที่เริ่มต้นมาก่อน กสทช. จะให้ใบอนุญาตเอกชนบนคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ก็ดูจะไม่ไปไหน จะขยายตัว ลงทุนติดตั้งระบบ หรือสถานีฐาน ก็ติดขัดขั้นตอนต่างๆ มากมายตามระบบราชการ แม้จะเริ่มต้นก่อนเอกชนหลายปี แต่เมื่อเอกชนได้รับใบอนุญาตกลับขยายสถานีฐาน และเครือข่ายออกไปได้อย่างรวดเร็ว และกว้างขวาง ครอบคลุมกว่าหลายเท่า จากประสบการณ์ที่มีจากทั่วโลก เลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ด้วยราคาที่จ่ายได้ ไม่ต้องมีนอกมีใน แผนงานชัดเจน ไม่ต้องรออนุมัติซับซ้อนเหมือนระบบราชการ
ล่าสุด แผนงานที่จะขยายบริการ 3จี โดยมอบให้ บมจ.สามารถ ไอโมบายเป็นผู้ทำตลาดทั่วประเทศ 2.88 ล้านเลขหมาย หรือ 40% จากปริมาณความจุโครงข่ายทั้งหมดที่ทีโอทีมี 7.2 ล้านเลขหมาย แต่ยังทำสัญญากันไม่ได้ เพราะทางสำนักงานอัยการสูงสุดได้แสดงข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิพิเศษและบริการเสริมด้านข้อมูลมายังทีโอที จึงต้องแก้ไขเรื่องดังกล่าวให้เรียบร้อยก่อน เพื่อจะไม่มีปัญหาตกค้างเมื่อเป็นคู่สัญญากันไป ซึ่งขั้นตอนทางราชการถือว่า ละเอียดรอบคอบ เพราะทรัพย์สินของแผ่นดิน ย่อมต้องเป็นของแผ่นดิน จะมีผู้ใดฉ้อฉล หรือเปิดช่องโหว่ให้เกิดการรั่วไหลย่อมทำได้ยาก เราเห็นว่า กรณีอื่นๆ หากรัฐดำเนินการอย่างรอบคอบอุดรูรั่วที่จะทำให้เกิดคอร์รัปชัน สูญเสียทรัพย์ และความน่าเชื่อถือก็ควรกระทำเช่นกัน แต่ต้องไม่เป็นไปอย่างล่าช้า ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และแข่งขันได้
ยกเว้นว่ากิจการนั้นๆ ตั้งขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่ประชาชน หรือเพื่อเป็นมาตรฐานกลางเปรียบเทียบอัตราค่าบริการไม่ให้สูงเกินกว่าบริการของรัฐ เพื่อเป็นทางเลือกแก่ประชาชน ก็ไม่ต้องทำธุรกิจแข่งขันกับเอกชน ตรงกันข้ามควรหันมาสนับสนุนการให้บริการของเอกชนให้ครอบคลุมประชากรทั่วประเทศ ในอัตราไม่สูงเกินจริง ยังประโยชน์สุขแก่ประชาชนโดยทั่วหน้า รัฐต้องตัดสินใจว่า จะดำเนินการอย่างไรกับกิจการต่างๆ ที่มีอยู่ แล้วมุ่งมั่นทำให้เกิดผล สร้างคุณภาพชีวิตคนไทยให้สูงขึ้น






