วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐบาลจีนกลัวอะไร ?

งานวิจัยชิ้นล่าสุดของสถาบันวิจัยสังคมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ชื่อว่าเป็นงานวิจัยที่ใช้ทุนทรัพย์ระยะเวลาและกำลังคนอย่างมหาศาล

เพื่อหาคำตอบที่ทั่วโลกอยากรู้ว่า “รัฐบาลจีนกลัวอะไร?”

ผู้วิจัยไม่ได้เดินดุ่มไปสัมภาษณ์ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเอาดื้อๆ ว่าท่านกลัวอะไรแต่ใช้การศึกษาวิเคราะห์แนวทางการเซนเซอร์ข้อความในอินเทอร์เน็ตของรัฐบาลจีน โดยเฉพาะในสื่อโซเชียลมีเดียของจีน ที่มีผู้ใช้งานประมาณ 300 ร้อยล้านคน คำถามก็คือ รัฐบาลจีนเซนเซอร์ข้อความของใคร ข้อความอะไร และมีกระบวนการในการเซนเซอร์อย่างไรกันแน่

เล่าลือกันมาตลอดว่า โปรแกรมที่รัฐบาลจีนใช้เซนเซอร์นั้น เป็นเทคโนโลยีชั้นสูง ลับสุดยอด มีความละเอียด รวดเร็วและแม่นยำ (เรียกว่ากระทรวงไอซีทีของไทยไม่มีทางเทียบชั้น) รัฐบาลจีนไม่อนุญาตให้เฟซบุ๊คเปิดให้บริการในจีน แต่อนุญาตให้บริษัทจีนทำแพลทฟอร์มคล้ายๆ เฟซบุ๊ค (หรือดีกว่าเฟซบุ๊คด้วยซ้ำ) เพื่อดับความกระหายคลายความอยากรู้อยากเม้ามอยของชาวเน็ตจีน ภายใต้เงื่อนไขว่าข้อความที่โพสต์แต่ละข้อความอาจถูกลบทิ้งได้เสมอ หากไปโพสต์แทงใจในจุดที่รัฐบาลกลัว

ข้อสรุปสำคัญที่ทีมงานฮาร์วาร์ด นำโดย ดร.แกรี่ คิง ค้นพบ ก็คือรัฐบาลจีนไม่กลัวคนด่าสักเท่าไร นักวิชาการฝรั่งคิดกันไปเองว่าคนจีนไม่มีเสรีภาพในการด่ารัฐบาล ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ในเกือบทุกเรื่อง คนจีนจะด่ารัฐบาลเท่าไร สาดเสียเทเสียอย่างไรก็ได้ รัฐบาลจีนไม่กลัว แถมชอบอีกต่างหาก เพราะทำให้ตนรู้ด้วยว่ากระแสมหาชนเป็นอย่างไร ประเทศจีนไม่มีการเลือกตั้ง รัฐบาลจึงได้แต่ฟังเสียงสะท้อนประชาชนผ่านทางโซเชียลมีเดีย

สิ่งที่รัฐบาลจีนกลัว และยอมไม่ได้ เรียกว่าถ้ามีข้อความประเภทนี้ขึ้นมา จะถูกเซนเซอร์ไม่ยั้ง ก็คือ ข้อความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการรวมกลุ่ม ชุมนุมคน ถ้ามีข้อความที่มีเนื้อหาเชิญชวนคนมารวมกันเพื่อทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเพื่อเฉลิมฉลองหรือประท้วงก็ตาม อาจถูกลบทิ้งได้ในทันที ดร.แกรี่ คิง สรุปคมๆ ว่า “คนจีนแต่ละคนมีเสรีภาพเต็มที่ เพียงแต่เมื่อมารวมกลุ่มเข้าด้วยกันกลับถูกล่ามโซ่ไว้”

ทีมงานวิจัยได้ศึกษาวิเคราะห์โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียของจีน มากกว่า 11 ล้านโพสต์ ภายในระยะเวลา 6 เดือน โดยได้จัดทำโปรแกรมซอฟต์แวร์ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลของโพสต์ต่างๆ ที่มีผู้โพสต์ขึ้นก่อนที่จะถูกรัฐบาลเซนเซอร์หรือลบทิ้งไปในภายหลัง ทีมงานวิจัยได้คิดคีย์เวิร์ดสำคัญขึ้น 85 หัวข้อ ซึ่งเป็นเรื่องที่วิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนในจีน ตัวอย่างเช่น การแบ่งแยกดินแดนในมองโกเลียในและทิเบต การจับกุมอ้ายเหวยเหวย ศิลปินชื่อดังที่ประท้วงเพื่อสิทธิเสรีภาพทางการเมือง ไปจนถึงเรื่องทั่วๆ ไป เช่น ปัญหารถติดยาวเหยียดเป็นกิโลๆ ในปักกิ่ง ในแต่ละหัวข้อ ทีมงานจะมีการเก็บข้อมูลว่ามีจำนวนโพสต์ปริมาณเท่าไร และมีการเซนเซอร์โพสต์เหล่านั้นคิดเป็นสัดส่วนเท่าไรจากโพสต์ทั้งหมด

ทางทีมงานยังทำการทดลองโพสต์ข้อความลงในโซเชียลมีเดียจีนเองด้วย และรอดูว่าแต่ละข้อความจะถูกลบหรือไม่ ถูกลบในสัดส่วนเท่าไรจากที่โพสต์ไปทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีของตนให้แจ่มแจ้งว่าข้อความแบบไหนที่ “รัฐบาลกลัว”

ผลที่ได้ก็คือ ใน 85 หัวข้อที่เลือกมานั้น ถ้าในเวลาที่เรื่องเหล่านั้น ไม่เป็นประเด็นร้อนแรงมาก และปริมาณการโพสต์ในเรื่องนั้นๆ ต่ำ จะมีการเซนเซอร์อยู่ที่ประมาณ 10-15%ของโพสต์ทั้งหมด โดยมักลบทิ้งภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่ข้อความนั้นโพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย แต่ในกรณีที่เรื่องเหล่านั้นกำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในจีน และมีการโพสต์ในเรื่องนั้นๆ เป็นปริมาณสูงมากภายในระยะเวลาสั้นๆ เช่น เมื่อมีข่าวรัฐบาลจีนประกาศจับกุมศิลปินอ้ายเหวยเหวย จะมีการเซนเซอร์ข้อความในเรื่องนี้มากกว่า 50% ของปริมาณโพสต์ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในบางหัวข้อที่เป็นการโพสต์โจมตีนโยบายสำคัญของรัฐบาลแต่ไม่เป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองเช่น นโยบายลูกคนเดียว แม้เป็นช่วงที่ประเด็นนั้นร้อนแรงและมีการโพสต์ในปริมาณที่สูง แต่กลับไม่พบว่าจะมีการเซนเซอร์ข้อความในสัดส่วนที่สูงขึ้นเป็นพิเศษแต่อย่างใด

มีเพียง 2 หัวข้อ ที่ไม่ว่าปริมาณการโพสต์จะต่ำหรือสูง ก็จะได้รับการเซนเซอร์มากกว่า 50% ของโพสต์ทั้งหมดเสมอ ได้แก่ การโพสต์ภาพประโลมโลก (ผิดศีลธรรมอันดี) และการโพสต์วิพากษ์ต่อต้านการเซนเซอร์ของรัฐบาล (อย่ามาตั้งคำถามว่าข้ากลัวอะไร!!)

จากการวิเคราะห์ข้อมูล ทีมงานวิจัยได้ข้อสรุปว่า เรื่องที่ถูกเซนเซอร์ในสัดส่วนสูงกว่าเรื่องอื่นๆ นั้น มักเป็นเรื่องที่มีแนวโน้มจะนำไปสู่การรวมกลุ่มของประชาชน ตัวอย่างเช่น เมื่อตอนที่โรงไฟฟ้านิวเคลียที่ญี่ปุ่นระเบิด มีข่าวลือสะพัดในจีนว่าให้รีบออกไปซื้อเกลือมาเก็บสะสมไว้ (เพราะสารไอโอดีนจะช่วยต้านสารกัมมันตภาพรังสีได้) ทำให้มีการต่อคิวซื้อเกลือในตลาดชนบท แม้ว่านี่จะเป็นข่าวลือไร้สาระเพียงใด แต่รัฐบาลกลับรีบทำการเซนเซอร์เรื่องดังกล่าวอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าเรื่องเล็กๆ เช่นนี้อาจนำไปสู่การรวมกลุ่มชุมนุมคนมากๆ ได้

ทีมงานยังค้นพบว่า ในเรื่องที่อาจมีผลให้เกิดการรวมกลุ่มนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรวมกลุ่มเพื่อสนับสนุนรัฐบาล ต่อต้านรัฐบาล ไม่ว่าจะเพื่อเลี้ยงวันเกิดใหญ่โต หรือรวมกลุ่มซื้อเกลือต้านสารกัมมันตภาพรังสีก็ตาม โพสต์เหล่านี้จะถูกเซนเซอร์ในสัดส่วนที่สูงเท่ากันเสมอ

เพื่อให้เข้าใจระบบการเซนเซอร์ของจีนให้ลึกซึ้งถึงแก่น ในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการวิจัย ทีมงานยังไปลงทุนจ้างบริษัทจีนทำเว็บไซต์โซเชียลมีเดียในจีนขึ้นใหม่ พร้อมขอซื้อเทคโนโลยีการเซนเซอร์ของบริษัทจีน จากนั้นก็เริ่มทำการทดลองโพสต์เอง และเซนเซอร์เอง โดยขอให้บริษัทจีนให้คำแนะนำแนวทางการเซนเซอร์ที่ถูกต้องตามแนวทางของรัฐบาล ซึ่งบริษัทจีนได้แนะนำให้จ้างคนงานสำหรับทำหน้าที่สุ่มตรวจข้อความโดยเฉพาะ เป็นจำนวน 2-3 คน ต่อจำนวนสมาชิกเว็บไซต์ 50,000 คน โดยระบบเซนเซอร์ที่ใช้จะสุ่มตรวจผู้ใช้งานที่เคยโพสต์ข้อความล่อแหลมมาก่อน และสุ่มตรวจข้อความตามคีย์เวิร์ดต่างๆ

สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ รัฐบาลจีนใช้การเซนเซอร์ 2 ชั้น คือชั้นแรกโดยตัวเว็บไซต์จีนเองต้องเซนเซอร์ข้อความที่ไม่เหมาะสมที่ผู้ใช้งานมาโพสต์ในเว็บของตน ก่อนจะค่อยถูกรัฐบาลของสุ่มตรวจอีกที โดยในชั้นแรกนั้น รัฐบาลจีนอนุญาตให้บริษัทแต่ละบริษัทติดตั้งระบบเซนเซอร์ของตัวเอง ไม่ได้กำหนดให้ใช้ซอฟต์แวร์ใดเป็นพิเศษ เพื่อเปิดให้แต่ละเจ้าการแข่งขันพัฒนาซอฟต์แวร์ในการเซนเซอร์ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด เพื่อจะได้รับการโปรดปรานและชื่นชมจากรัฐบาลมากที่สุดเมื่อสุ่มตรวจ

ต้องยอมรับครับว่า รัฐบาลจีนเป็นรัฐบาลเผด็จการที่ฉลาด (รัฐบาลเผด็จการส่วนใหญ่ไม่ฉลาด แม้รัฐบาลประชาธิปไตยหลายแห่งก็ไม่ค่อยฉลาด เช่นบางแห่งต้องปิดตัวเองไปหลายๆ วันก็มี) สำหรับรัฐบาลจีนนั้น ฉลาดที่จะเลือกใช้โซเชียลมีเดียในการสะท้อนความรู้สึกประชาชน ไม่กลัวคนด่ารัฐบาล ขอแค่อย่าออกมาเดินขบวนปิดทำเนียบก็พอ