ทุกวันนี้เราได้ยินกันมากเกี่ยวกับประเทศดาวรุ่งซึ่งอนาคตคาดกันว่าจะมาแรงอย่าง บราซิล (หนึ่งในกลุ่ม BRIC)
เม็กซิโกก็กำลังมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในกรณีของบราซิลผู้เขียนได้ยินมานานแล้วว่า "บราซิลจะเป็นประเทศแห่งอนาคต" ก็คล้ายๆ กับคนที่เดินทางมาพบโลกใหม่พูดกันในศตวรรษที่ 16 หรือ 17 ว่าละตินอเมริกาต้องเป็นภูมิภาคที่เจริญรุ่งเรืองกว่าอเมริกาเหนือ มีหนังสือที่พึ่งออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเขียนโดย James Dale Davidson ชื่อว่า Brazil Is The New America เขาให้ความสำคัญกับการที่บราซิลมีทรัพยากรที่ยังไม่ถูกนำมาใช้จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะน้ำจากลุ่มน้ำอเมซอน อาหาร พลังงานราคาถูก ซึ่งจะมีความหมายมากในโลกที่แหล่งพลังงานจากฟอสซิลจะแพงขึ้นและหมดไป บราซิลจะเป็นเหมือนอเมริกาในยุครุ่งโรจน์ ที่อเมริกาเป็นผู้นำเศรษฐกิจของโลกในศตวรรษที่ 20 คนอเมริกันจะใช้บราซิลเป็นฐานอพยพไปหาชีวิตใหม่และความมั่งคั่ง เหมือนที่อเมริกาเคยเป็นสังคมที่เบ้าหลอมผู้อพยพจากยุโรปหลายล้านคน
ในเรื่องความเป็นอนิจจังของเศรษฐกิจอเมริกาที่เคยรุ่งเรืองและกำลังอยู่ในยุคขาลง คนอเมริกันมีความสุขน้อยลง มีคนเคยอ้างนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล Robert Solow ซึ่งพูดไว้ดีมากว่า “There is no evidence that God ever intended the U.S. to have higher per capita income than the rest of the world for eternity.”
ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ถ้าวันหนึ่งในอนาคตบราซิลหรือประเทศอื่นๆ ในละตินอเมริกา จะไล่กวดทันหรือแซงหน้าประเทศอย่างอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ทางด้านพรมแดนเทคโนโลยี ผลิตภาพแรงงาน รายได้ต่อหัว และคุณภาพชีวิต โอกาสการไล่กวดผู้นำทางเศรษฐกิจอื่นๆ ของละตินอเมริกายังมีมากเพราะภูมิภาคนี้ยังไม่สามารถเข้าถึงfrontiersทางเทคโนโลยี ระดับผลิตภาพแรงงานซึ่งวัดจากผลผลิตต่อการทำงานที่ยังอยู่ห่างจากประเทศกลุ่ม OECD ค่อนข้างมากแต่ถ้ามันเป็นไปได้ มันจะไม่เป็นเพราะบราซิลรวมทั้งประเทศอื่นๆ มีทรัพยากรมาก แต่มันจะขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของแต่ละประเทศในการบริหารทรัพยากรทุกประเภทมากกว่า
เราได้เน้นตลอดมาว่าการมีสถาบันที่ดี สามารถสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้แก่คนในประเทศทั้งหมดมีส่วนร่วมในการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ไม่ได้กระจุกอยู่ที่กลุ่มชนชั้นนำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งการดำเนินนโยบายที่ถูกต้องคือหัวใจสำคัญ
เราต้องถามต่อว่าถ้าละตินอเมริกาเริ่มได้ดีกว่าเอเชียทั้งศตวรรษที่ 19 หรือหลังได้รับเอกราชตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 ทำไมละตินอเมริกาถึงไม่สามารถไปถึงดวงดาวในระดับเศรษฐกิจอย่างน้อยเช่นเทียบกับกลุ่มยุโรปชายขอบ เช่น ไอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน กรีซ ในช่วง 1970 เมื่อประเทศเหล่านี้เริ่มไล่กวดกลุ่มยุโรปเหนือและอเมริกา ทำไมประเทศที่เคยรุ่งเรืองอย่างอาร์เจนตินา เมื่อเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 1 รายได้ต่อหัวใกล้เคียงกับฝรั่งเศส หรืออยู่ที่เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของอเมริกา แล้วเสื่อมถอยลงมาแค่ร้อยละยี่สิบสองในปี 1989 (หรือกรณีชิลี ระดับ 29 เปอร์เซ็นต์ บราซิล 24 เปอร์เซ็นต์ เม็กซิโก 20.4 เปอร์เซ็นต์)
สถิติระยะยาวบ่งบอกว่าจีดีพีในร้อยยี่สิบปีของอเมริกาโตได้ประมาณ 3.5 เปอร์เซ็นต์ โดยที่รายได้ต่อหัวโตได้ประมาณ 1.8 เปอร์เซ็นต์ สถิตินี้อเมริกาทำได้ดีกว่าประเทศอื่นๆ ในโลกในช่วงนั้น แน่นอนว่าหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ประเทศใหม่ๆ จำนวนมากทำได้ดีกว่าอเมริกามาก แต่ไม่ใช่กลุ่มละตินอเมริกา ซึ่งรายได้ต่อหัวโตในช่วงเดียวกันโตได้ประมาณร้อยละหนึ่งต่อปี ทั้งอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ต่างก็มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่สิ่งที่ต่างกันเห็นได้จากสถิติก็คือขีดความสามารถในการสะสมทุนในปี 1989 สต็อกของทุนทางวัตถุต่อคน เช่น สิ่งก่อสร้าง อุปกรณ์ เครื่องจักร ที่เพิ่มผลิตภาพหรือ productivity สต็อกของทุนต่อหัวของอเมริกา ถ้าคิดเป็น 100 กลุ่มประเทศละตินอเมริกาที่สำคัญ 6 ประเทศ จะอยู่ที่ร้อยละ 17-25 ของอเมริกา ซึ่งหมายความว่า โดยเฉลี่ยคนอเมริกัน 1 คน ทำงานโดยมีเครื่องจักร หรืออุปกรณ์ต่างๆ สูงกว่าชาวละตินอเมริกา 4-5 เท่า ซึ่งแน่นอนว่ามันมีผลต่อผลิตภาพแรงงาน กรณีผลิตภาพแรงงานก็เช่นกัน ของละตินอเมริกาจะมีระดับอยู่ในช่วงระหว่างร้อยละ 17-40 ของอเมริกา นี่คือความต่างแตกในพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ถ้าวันหนึ่งอเมริกาใต้จะแซงหน้าอเมริกาเหนือได้ สต็อกของแรงงานของทุนและความรู้ต่อหัวจะต้องสูงกว่าที่เป็นอยู่ในอดีต ซึ่งจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อสถาบันมีคุณภาพสูงพอ
ละตินอเมริกาเริ่มเสื่อมถดถอยเมื่อไหร่ เมื่อถูกทิ้งห่างจากสหรัฐอเมริกาสถิติมันบอกว่าตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เรื่อยมา แต่มีนักประวัติศาสตร์ที่อ้างว่าไม่ควรนำละตินอเมริกาไปเทียบกับสหรัฐ ซึ่งนำหน้ายุโรปและทั้งโลกอยู่แล้ว แต่ควรเปรียบเทียบละตินอเมริกากับกลุ่ม OECD ทั้งกลุ่มบนและล่าง ถ้าทำเช่นนี้ละตินอเมริกามีอัตราการเจริญเติบโตต่อหัวระยะยาวที่โตใกล้เคียงกับโลก ไม่ได้ดูขี้เหร่ นักประวัติศาสตร์ที่มีแนวคิดเช่นนี้ คิดว่าละตินอเมริกาเสื่อมถอยจริงๆ ในปลายศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะตั้งแต่วิกฤติหนี้สินที่เริ่มในต้นทศวรรษ 1980 เรื่อยมา 20 กว่าปี
เบื้องลึกในความอ่อนแอและโอกาสที่สูญหายไปของเกือบประเทศทั้งหมดของละตินอเมริกา คือ ปัญหาความขัดแย้งในการกระจายรายได้จนนำไปสู่การดำเนินนโยบายที่ทำลายความเจริญเติบโตที่ยั่งยืน เมื่อการเมืองถูกใช้นำเรื่องของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประชานิยมซึ่งเป็นตราบาปดั้งเดิมของภูมิภาคนี้ หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้าในช่วงก่อนและหลังของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพและขีดความสามารถของการแข่งขันจากนโยบายคุ้มครองโดยไม่แลกกับเงื่อนไขเช่นการต้องส่งออกเหมือนที่ประเทศในเอเชียตะวันออกทำ สิ่งที่เราพบก็คือโอกาสของละตินอเมริกาที่โลกอำนวยให้แต่ไม่ฉกฉวย ตัวอย่างเช่นช่วงยุคทองของทุนนิยม ค.ศ.1950-1973 และหลังจากนั้นการค้าโลกขยายตัวแต่แม้ว่าเศรษฐกิจละตินอเมริกาจะโตได้ แต่ก็ไม่เด่นและสู้เอเชียไม่ได้ ถ้าดูจากสถิติง่ายๆ ใน ค.ศ.1948 เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เอเชียมีส่วนแบ่งในการส่งออกของโลกที่ร้อยละ 14 หลังจาก 60 ปีถัดมาในปี 2008 สัดส่วนนี้เพิ่มเป็นร้อยละ 28 ซึ่งทั้งหมดนี้ตรงกันข้ามกับละตินอเมริกาซึ่งสัดส่วนข้างต้นลดลงจากร้อยละ 11.3 มาอยู่ที่ร้อยละ 3.8 กลุ่ม MBA ไม่ต่างจากไปจากภาพรวมใหญ่
ในช่วงที่เศรษฐกิจโตได้ในอัตราที่ดีอุตสาหกรรมขยายตัวรองรับตลาดภายในประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่ ที่มาของการเจริญเติบโตมักมาจากพื้นฐานที่เปราะบางเนื่องจากภูมิภาคนี้โดยเฉพาะกลุ่ม MBA มีความสามารถในการออมต่ำ ต้องพึ่งเงินกู้จากต่างประเทศเรื้อรังตลอดเวลาเพื่อมาเพิ่มการลงทุนในประเทศ (นึกถึงสหรัฐที่ออมไม่ได้ตั้งแต่ทศวรรษ 80) ที่ยังไงยังไงก็ยังต่ำกว่าเอเชียตะวันออกมาก การคุ้มครองอุตสาหกรรมรวมทั้งการดำเนินนโยบายการคลังที่ไม่มีวินัย เมื่อบวกกับภาระภาษีต่ำมากเมื่อเทียบกับรายได้ต่อหัว ทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ขาดดุลการคลังและดุลบัญชีเดินสะพัดสูงอย่างต่อเนื่อง
การกู้เป็นหนี้เงินสกุลต่างประเทศที่เพิ่มความเสี่ยงเมื่อค่าของเงินลด ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า original sinนั้นสำหรับประเทศที่ไม่เคยมีวินัยทางการคลังทำให้ละตินอเมริกาจึงเป็นภูมิภาคที่เปราะบางและสุ่มเสี่ยงมากที่สุดในโลกต่อวิกฤตทั้งค่าเงินการคลังและการธนาคาร
เงินเฟ้อระดับ hyper 100-1000 % ที่มีให้เห็นยาวนานเป็นทศวรรษยากที่ภาคการผลิตและการออมการลงทุน จะเข้มแข็งได้









