วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปจะประสบความสำเร็จ ต้องมีฐานจากข้อมูลที่แท้จริง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยรายงานของข้อมูลของตำรวจสันติบาล ได้จัดทำสถิติการชุมนุมในปีงบประมาณ 2556

เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-30 ก.ย. 2556 พบว่าตลอดช่วงเวลา 1 ปี ทั่วประเทศมีการชุมนุม 3,343 ครั้ง เฉลี่ยวันละเกือบ 10 ครั้ง โดยสามารถแยกตามจุดประสงค์ประเด็นหลักของการชุมนุม พบว่า 1,404 ครั้ง เป็นเหตุจากการเมือง และ 1,939 ครั้ง เป็นความเดือดร้อนเรื่องปากท้อง ซึ่งเมื่อพิจารณาในเรื่องของความถี่ของการชุมนุม พบว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ ระหว่างเดือน ก.ค.-ก.ย. จะมีการชุมนุมมากที่สุด

จากข้อมูลของตำรวจสันติบาลยังพบว่าในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. ปีที่แล้ว เกิดการชุมนุมถี่ถึง 1,148 ครั้ง โดย 603 ครั้งเป็นเรื่องการเมือง และ 535 ครั้งเป็นเรื่องปากท้อง ซึ่งการชุมนุมในพื้นที่กรุงเทพมหานครส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการเมือง ส่วนต่างจังหวัดการชุมนุมเกิดจากความเดือดร้อนความเป็นอยู่ โดยพื้นที่ภาคใต้ตอนบน เขต บช.ภ. 8 เกิดการชุมนุมมากที่สุด และบอกว่าการชุมนุมเรื่องยางพาราในช่วงที่ผ่านมาถือเป็นเรื่องปากท้อง และยังตั้งข้อสังเกตว่าในเดือน ต.ค.-พ.ย. จะมีการชุมนุมเรียกร้องเกี่ยวเนื่องกับการเมืองมากขึ้น

การนับสถิติของตำรวจสันติบาลในครั้งนี้ ยังไม่มีรายละเอียดในเกณฑ์การวัดนัก ว่ามีการแยกแยะอย่างไรว่าอะไรที่ถือว่าอยู่ในระดับที่เรียกว่า"การชุมนุม" แต่ก็พออนุมานได้ว่าหากมีการรวมกลุ่มเรียกร้องบางสิ่งบางอย่าง ก็จัดอยู่ในสถิตินี้ได้หมด อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากสถิติก็ถือว่ามีความน่าสนใจในตัวมันเอง เพราะหากเทียบสถิติการชุมนุมที่ถือว่าเป็นการชุมนุมทางการเมืองนั้นถือว่าสูงอย่างมาก อาจกล่าวได้ว่าเกือบครึ่งของการชุมนุมถูกจัดเป็นการชุมนุมทางการเมือง และการชุมนุมในพื้นที่กรุงเทพมหานครส่วนใหญ่เป็นการเมือง

แน่นอนว่าการชุมนุมทางการเมืองนั้น มีระดับความเข้มข้นต่างกัน บางครั้งอาจเป็นการชุมนุมขนาดใหญ่ แต่ในบางกรณีเป็นการชุมนุมขนาดเล็ก แต่จากสถิติก็สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองยังคงมีอยู่อย่างชัดเจน ซึ่งเสียดายที่ตำรวจสันติบาลไม่มีข้อมูลละเอียดนักว่าในแต่ละครั้งนั้นเป็นการชุมนุมของกลุ่มไหน และใครเป็นแกนนำ อีกทั้งไม่มีประเด็นการเรียกร้องทำเป็นสถิติออกมาว่าไม่พอใจหรือต่อต้านอะไร ซึ่งหากสามารถทำออกมาละเอียด เราอาจจะเห็นปัญหาทางการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ได้อย่างแจ่มชัดขึ้น

จากสถิติยังชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองนั้น ยังมีอยู่อย่างเข้มข้นจริง หากสังคมที่มีการชุมนุมเฉลี่ยวันละ 10 ครั้ง และเป็นเรื่องการเมืองเกือบครึ่งหนึ่ง ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งอยู่แล้ว อีกทั้งในบางกรณี การชุมนุมที่จัดเป็นเรื่องปากท้อง ก็แปลงเป็นการชุมนุมทางการเมืองได้โดยง่าย ดังนั้น หากมีการเก็บข้อมูลอย่างละเอียดในการชุมนุมแต่ละครั้ง เราก็เชื่อว่าจะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างมากต่อรัฐบาลที่กำลังเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองในขณะนี้ เพราะจะมีข้อมูลจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

เราเห็นว่าการประชุมของคณะกรรมการปฏิรูปที่รัฐบาลจัดประชุมขึ้นนั้น แบ่งเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งขณะนี้ได้ประชุมไปแล้ว 2 ด้าน คือสังคมและการเมือง แต่เท่าที่ดูข้อเสนอและข้อมูลที่ออกมานั้นแทบไม่ต่างจากข้อเสนอต่างๆ ที่มีขึ้นมาก่อนหน้านั้น ในขณะที่ขาดรายละเอียดที่ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจเชิงนโยบาย เราเห็นว่าหากรัฐบาลจะเริ่มประชุมในส่วนของการเมืองนั้น ข้อมูลจากตำรวจสันติบาลอาจมีความสำคัญอย่างมาก และหากมีรายละเอียดมากพอ เราก็จะรู้ประเด็นและปัญหาที่แท้จริงของความขัดแย้งทางการเมือง