วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จาก Abenomics ถึง Womenomics

นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น บอกว่า เขาไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดคำว่า “Abenomics” สำหรับนโยบายเศรษฐกิจของเขา

ที่มุ่งจะลดอัตราเงินเฟ้อ และเน้นการเติบโตของเศรษฐกิจ

แต่เขาบอกว่าเขารู้ว่าใครเป็นคนคิดคำว่า “Womenomics” ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้หญิงในการพัฒนาสังคมและประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำให้อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ในสภาพที่ผู้ชายเป็นหลักสำคัญในการทำงานเรื่องปากท้องของผู้คนทั่วประเทศ

ผู้นำญี่ปุ่นคนนี้ ต้องการจะบอกกล่าวกับประชาชนของเขาเองและคนทั้งโลก ว่า นโยบายของเขาต้องการจะให้ผู้หญิงญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาข้างหน้าในสังคม อย่างเป็นรูปธรรม

ไม่ใช่เป็น “ช้างเท้าหลัง” ดังที่เป็นประเพณีมาช้านานในสังคมญี่ปุ่น

นายกฯ อาเบะ บอกว่า คำว่า “Womenomics” นี้ เกิดขึ้นเมื่อ 14 ปีก่อน โดยสุภาพสตรีชื่อ แคธี มัทซูอิ และคณะ ที่บริษัท วาณิชธนกิจ ชื่อดัง Goldman Sachs ซึ่งเสนอว่าอัตราโตของจีดีพี หรือผลผลิตมวลรวมของญี่ปุ่น จะเพิ่มขึ้นได้อีกไม่น้อยกว่า 15% หากสามารถไปใช้ทรัพยากรที่ถูกมองข้ามมาตลอด

นั่นคือ สตรีเพศของประเทศ

ว่าแล้ว นายกฯ อาเบะ ก็ประกาศในคำปราศรัยประจำปี ที่ สหประชาชาติ ปีนี้ว่า หนึ่งในนโยบายหลักของเขาทางด้านเศรษฐกิจ (ไม่เฉพาะด้านสังคมและวัฒนธรรมเท่านั้น) ก็คือ การให้บทบาทของผู้หญิงมีความคึกคักไม่แพ้ผู้ชาย

ดังนั้น Womenonics จึงจะเป็นส่วนสำคัญของ Abenomics

เขาบอกว่า ประชากรญี่ปุ่นกำลังลดจำนวนลง เพราะว่าอัตราการเกิดหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

นายกฯ ญี่ปุ่น จึงยึดถือเป็นนโยบายว่าต่อไปนี้ จะว่าจ้างและเลื่อนตำแหน่งของผู้หญิงในญี่ปุ่นมากขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ

เพราะเขาเชื่อว่า ประเทศใดที่ส่งเสริมบทบาทสตรีอย่างเป็นรูปธรรม จะพบว่าได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและทางด้านโครงสร้างประชากรอีกด้วย

อาเบะ อ้างผลการศึกษาของทีมงานของ แคธี มัทซูอิ ว่าแต่เดิมสังคมมักเชื่อกันผิดๆ ว่า ถ้าให้ผู้หญิงออกจากบ้านมาทำงานมากขึ้น จะทำให้อัตราการเกิดของประชากรลดน้อยถอยลง แต่เรื่องจริงอาจจะตรงกันข้ามด้วยซ้ำไป

เพราะหากว่ารัฐบาลสามารถจัดหาบริการ daycare และพยาบาล ดูแลเด็กให้กว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังให้มีชั่วโมงทำงานที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความสะดวกของแต่ละคน และให้มีระบบการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมมากขึ้น ภายใต้ระบบการประเมินผลงานที่เป็นธรรมมากขึ้น ผู้หญิงญี่ปุ่นก็จะสามารถเป็นผู้กอบกู้เศรษฐกิจของประเทศได้อย่างชัดเจนทีเดียว

อาเบะ จึงประกาศเป็นนโยบายว่าจะผลักดันให้คนทำงานผู้หญิงที่ปัจจุบันอยู่ที่ 68% เป็น 73% ภายในปี 2020

เขาบอกว่า รายได้ของผู้หญิงญี่ปุ่นก็จะต้องใกล้เคียงกับของผู้ชายมากขึ้น

เพราะว่าทุกวันนี้ ยังมีช่วงห่างกันอยู่มาก เพราะโดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงญี่ปุ่น มีรายได้น้อยกว่าผู้ชายประมาณ 30.2%

ขณะที่ตัวเลขนี้ในอเมริกาอยู่ที่ 20.1% และ ที่ฟิลิปปินส์แค่ 0.2%

“เราจะต้องถมช่องว่างนี้ให้ได้โดยรวดเร็ว” นายกฯ ญี่ปุ่น รับปากในบทความที่เขาเขียนไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เขาบอกด้วยว่า ปี 2020 ตรงกับปีที่ญี่ปุ่นจะได้เป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก อีกรอบหนึ่ง เขาจึงต้องการปรับนโยบายเพื่อให้ผู้หญิงญี่ปุ่นเข้าไปมีบทบาทในธุรกิจระดับสูงของประเทศ รวมถึงการได้เป็นกรรมการของบริษัทต่างๆ อย่างทัดเทียมกับผู้ชาย

และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของนโยบาย Womenomics เขาบอกว่า รัฐบาลจะใช้งบประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ (หรือเกือบหนึ่งแสนล้านบาท) ใน 3 ปีข้างหน้า เพื่อส่งเสริมบทบาทผู้หญิงในทุกๆ ด้าน โดยเน้นที่เศรษฐกิจและธุรกิจเป็นหลัก

ไม่ใช่เพียงแค่ส่งเสริมอาชีพสตรีเท่านั้น แต่ อาเบะ ยังต้องการให้ผู้หญิงญี่ปุ่น เข้าไปนั่งเป็นผู้บริหารธุรกิจระดับชาติ อย่างเป็นกิจจะลักษณะด้วย

Smart lady ไม่พอ ต้องมี Working women ในทุกๆ วงการด้วย