วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฝากทีมเจรจา... ช่วยไปถามบีอาร์เอ็น

วันก่อนได้ดูรายการข่าวโทรทัศน์ยอดนิยม ทำสกู๊ปเกี่ยวกับการพูดคุยสันติภาพรอบใหม่กับ "บีอาร์เอ็น"

ซึ่งใกล้ถึงวันนัดหมายเข้ามาทุกที ดูแล้วรู้สึกผิดหวัง เพราะมีแต่การนำเสนอข้อเรียกร้อง 5 ข้อ พร้อมคำอธิบายเหตุผลของฝ่ายบีอาร์เอ็นเท่านั้น โดยไม่ได้มีท่าทีของฝ่ายความมั่นคงไทย หรือฝ่ายที่อยากจะตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัย หรือตั้งข้อเรียกร้องกลับบ้าง

ทั้งๆ ที่ในวันนั้นประเด็น กอ.รมน.เสนอแนวคำตอบต่อข้อเรียกร้อง 5 ข้อของบีอาร์เอ็น ก็ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว...

ดูเหมือนจะเป็นที่รู้กันดีว่ารัฐบาลชุดนี้สนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติภาพ โดยแทบไม่สนที่มาที่ไปว่ามีความพร้อมหรือเปล่า เกิดจากการแลกผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มชนชั้นนำหรือไม่ และไม่สนใจผลที่เกิดขึ้นว่าจะเป็นอย่างไร ทำให้เสียงของฝ่ายคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยหลุดรอดออกทางสื่อกระแสหลักค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะสื่อทีวี ข้าราชการที่เห็นค้านและพูดเรื่องนี้ได้อย่างเสียงดังฟังชัดก็เห็นจะมีเพียง ผบ.ทบ.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทหาร หน่วยข่าว หรือแม้แต่กระทรวงการต่างประเทศ ล้วนต้องเก็บตัว หากจะให้ข้อมูลก็ให้ได้เพียงแค่"แหล่งข่าว"ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ

ด้วยเหตุนี้จึงขอฝากคำถามผ่านทางคณะพูดคุยสันติภาพฝ่ายไทยให้ช่วยไปถามบีอาร์เอ็นบ้าง และเชื่อว่าคำถามนี้น่าจะตรงใจใครหลายๆ คน

1.ข้อเรียกร้องของบีอาร์เอ็นที่อ้างว่าอยู่ในดินแดนนี้มาก่อน และขอให้ไทยยอมรับอย่างเป็นทางการผ่านกระบวนการรัฐสภานั้น ประเด็นเรื่องการยอมรับไม่ใช่ปัญหา แต่พฤติกรรมของขบวนการที่ไล่ล่าฆ่าสังหารคนศาสนาอื่นในพื้นที่ ต้องถามกลับว่าบีอาร์เอ็นจะว่าอย่างไร มีแนวทางอะไรในการเยียวยาความเสียหายบ้าง

หากจะอ้างว่าถูกไทยยึดครองเมื่อปี พ.ศ.2319 (ตามอ้างในเอกสาร) แล้วมีการละเมิดสิทธิต่างๆ ถามว่าก่อนหน้าจะถูกยึดครอง ก่อนหน้าการเป็นอาณาจักรอิสลามปาตานี ดินแดนตรงนี้เป็นอาณาจักรอะไร ตรงนั้นต้องนำมาคิดด้วยหรือไม่ หรือคิดเฉพาะที่เป็นประโยชน์กับตนเอง

ที่สำคัญหากใช้หลักคิดนี้ สมมติต่อไปอีก 5-10 ปี (หลังจากบีอาร์เอ็นบรรลุข้อเรียกร้องเขตปกครองพิเศษไปแล้ว) คนไทยพุทธในสามจังหวัดจะอ้างได้ไหมว่าตนเองอยู่มาก่อนตั้งเขตปกครองพิเศษ อยู่มาเป็นร้อยปี แล้วถูกบีอาร์เอ็นกดขี่ ไล่ล่า ทำร้าย จึงต้องตั้งกองกำลังขึ้นมาก่อความไม่สงบบ้าง

2.เหตุใดในข้อเรียกร้อง 5 ข้อและคำอธิบายเพิ่มเติม 38 หน้า บีอาร์เอ็นจึงไม่แสดงเจตนาวางอาวุธอย่างจริงใจในแง่ของการมุ่งหวังสันติภาพ มีแต่ใช้การ"วางอาวุธ" และ "หยุดยิง"เป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลไทยทำอย่างโน้นอย่างนี้ก่อน การกระทำเช่นนี้เรียกว่าเป็นการพูดคุยเพื่อสันติภาพจริงหรือไม่

3.บีอาร์เอ็นไม่มีการให้คำมั่นว่าเมื่อได้ข้อเรียกร้องสมใจแล้ว จะลด ละ เลิกความรู้สึกเกลียดชังคนศาสนาอื่นที่ตนเองสร้างและบ่มเพาะไว้ในหมู่เยาวชนคนหนุ่มสาวมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร เพราะเขตปกครองพิเศษที่ตนเองขอก็อ้างว่าอยู่ใต้รัฐธรรมนูญไทย ยังอยู่กับรัฐไทย ไม่ได้แยกไปตั้งประเทศใหม่

ฉะนั้นในฐานะเพื่อนร่วมประเทศ ถ้าบีอาร์เอ็นจะขอให้รัฐบาลไทยยอมรับสิทธิของตน ก็ควรยอมรับผิดและขอโทษต่อการกระทำรุนแรงที่ได้กระทำมาตลอดกว่า 10 ปีจนมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ทุกเพศ ทุกวัย ทุกศาสนา ล้มตายลงไปไม่น้อยด้วยได้หรือไม่

4.เรื่อง"สิทธิความเป็นเจ้าของ"ที่โยงถึงการขอ"สิทธิกำหนดใจตนเอง"หรือที่เรียกว่าself determination(อาจนำไปสู่การลงประชามติว่าจะอยู่กับรัฐเดิมหรือแยกตัว) นั้น คุณอังคณา นีละไพจิตรประธานมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ให้ข้อมูลว่าเป็นสิทธิข้อหนึ่งที่รับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งแม้ไทยจะเข้าร่วมเป็นภาคีและให้สัตยาบันแล้ว แต่ได้ขอสงวนในข้อself determinationเอาไว้ อย่างนี้แปลว่าไทยยอมรับข้อเรียกร้องข้อ 4 ของบีอาร์เอ็นไม่ได้ ใช่หรือไม่ แล้วจะทำอย่างไรกันต่อ (กระทรวงการต่างประเทศน่าจะออกมาให้ความชัดเจนเรื่องนี้ด้วย)

5.ฝากถึงคณะพูดคุยฝ่ายไทยบ้าง การไปรับฟังความเห็นเฉพาะกลุ่มวาดะห์ หรือภาคประชาสังคมหน้าเดิมๆ ซึ่งส่วนใหญ่สนับสนุนการพูดคุยกับบีอาร์เอ็น และบางคนก็แสดงทัศนะนิยมบีอาร์เอ็นอย่างออกนอกหน้ามาตลอดนั้น เข้าใจว่าน่าจะไม่เพียงพอ น่าจะต้องไปฟังครอบครัวผู้สูญเสียจากสถานการณ์ความไม่สงบบ้าง ว่าเขาคิดอย่างไรกับข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อ