อาจารย์ยจรัญ ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ บอกในงาน รำลึกเหตุการณ์ 37 ปี 6 ต.ค. 16
ที่จัดโดยคณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ ร่วมกับมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย สมาคมญาติ และวีรชน 14 ตุลา 16 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า
แม้ว่าจะผ่าน 2 เหตุการณ์ที่เป็นประชาธิปไตยมาแล้ว แต่ขณะนี้ก็ยังถือว่าประชาธิปไตยนั้นยังมีความแคระแกรนไม่สมบูรณ์ แต่สิ่งที่ได้คือประชาชนมีเสรีภาพ อย่างไรก็ตาม คงไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการแตกแยก แบ่งฝ่ายในสังคมไทยคนในสังคมไม่ควรละเลยและละความพยายามแก้ปัญหา ควรเอาบทเรียนเหตุการณ์ประชาธิปไตยทั้ง 6 ตุลา และ 14 ตุลามาเป็นประสบการณ์
อย่างที่ อาจารย์จรัล บอกว่าประชาธิปไตยของคนไทยยังแคระแกรนไม่สมบูรณ์ ยังคงมีข้อถกเถียงและความขัดแย้งในทุกเรื่องและดูเหมือนว่าจะขยายเพิ่มวงมากขึ้นไปเรื่อยๆ ในหลายประเด็น
ประเด็นที่เห็นและคิดว่าไม่เคยเปลี่ยน คือ คนไทยยอมรับความเห็นที่แตกต่างไม่ค่อยจะได้และมักจะมองผู้ที่มองตรงข้ามด้วยอคติที่ไม่ค่อยดีนัก เดิมผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ค่อนข้างยึดมันกับความเชื่อของตัวเองและไม่เปิดรับความเชื่อหรือเหตุผลของคนอื่น
จนเมื่อเติบโต มองโลกกว้างขึ้นจึงได้เห็นว่า หากโลกนี้มีดอกไม้สีเดียวกันคงไร้ชีวิตชีวา และเป็นธรรมดาอยู่เองที่คนหลากหลายย่อมมีมุมมองหลากหลาย แต่ความหลากหลายหากถกเถียงยอมรับเพื่อเดินไปข้างหน้าเราคงได้ ดอกไม้สีอื่นๆ พันธุ์อื่นๆ เพิ่มขึ้นมา
ความแคะแกรนของประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ไม่ไป ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะมาจาก การไม่ยอมรับความเห็นที่แตกต่างจากนั่นแหละ เช่นกรณีการถกเถียงที่ว่า คนนครสวรรค์ โดยเฉพาะที่ อ.ลาดยาว สนับสนุนการสร้างเขื่อนแม่วงก์เพราะเห็นว่าน่าจะแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ได้
ขณะที่ผู้เห็นต่างบอกว่ากลุ่มคนเหล่านี้อาจจะถูกซื้อและจ่ายตังค์ ในส่วนของผู้สนับสนุนเองก็เช่นกันมองว่าคนค้านเขื่อนเป็นคนนอกพื้นที่ คนเมือง ไม่รับรู้ความเดือดร้อนถึงขั้นทราบมาว่ามีความพยายามที่จะตีตราคนค้านเขื่อนในพื้นที่ เรามักจะมองคนที่ไม่เห็นด้วยกับเราเป็นคนอื่น หรือพวกอื่นที่มีเบื้องหลังจนลืมเหตุผลของความเห็นนั้นๆ ไปจนหมด
ความจริงแล้วความเห็นต่างเหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะนั่นหมายถึงความรอบคอบในการมองและการถกเถียงที่นำมาสู่หายืนยันด้วยข้อมูลและหลักการ เช่นกรณีที่บอกว่า เขื่อนแม่วงก์ป้องกันน้ำท่วมได้จริงหรือไม่ ซึ่งในส่วนของนักอนุรักษ์บอกว่าไม่ได้หรือได้น้อยมากไม่คุ้มกับพื้นที่ป่าที่เสียไป ขณะที่กรมชลประทานบอกว่าป้องกันน้ำท่วมได้มากกว่า 30 %
ซึ่งกรณีข้อถกเถียงในเรื่องนี้ผู้เขียนเห็นว่า ในส่วนของนักอนุรักษ์เองก็มีเหตุผลที่ฟังได้ และไม่ดื้อขนาดค้านเขื่อนอย่างเดียว จนไม่ฟังอะไรเลย คง ต้องชม ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ทั้งท่าทีที่พร้อมจะเปิดรับฟังฝ่ายอื่นๆ ที่เห็นแตกต่าง แม้จะเชื่อมั่นในข้อมูลตามหลักวิชาการของตัวเองก็ตาม เพราะข้อเสนอของเขาคือการเสนอทางเลือกอื่นๆ นอกจากการสร้างเขื่อนแม่วงก์ในอุทยานแม่วงก์ที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ และต้องสูญเสียพื้นที่ป่า
สำหรับผู้เขียนเองเห็นว่าการยอมรับความเห็นต่างเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย ที่คนไทยยังมีน้อย เรามักจะเลือกข้างและโต้วาทีกันแบบเอาชนะกันอย่างเดียว โดยที่ลืมไปว่า คนที่ อ.ลาดยาว อยากได้เขื่อนเพราะมีปัญหาน้ำท่วมจริงๆ ไม่ได้สนับสนุนเขื่อนเพราะถูกจ้างวาน ขณะที่คนลาดยาวเองก็อาจจำเป็นต้องฟังผู้คัดค้านบ้างว่าที่สุดแล้วเขื่อนแม่วงก์แก้ปัญหาน้ำท่วมได้จริงหรือไม่
หากถกเถียงกันด้วยข้อมูลและพร้อมจะเปิดรับความเห็นอื่นๆ บ้าง เชื่อว่าคงได้คำตอบที่มากกว่าความขัดแย้งแบบเลือกข้าง และสังคมไทยคงไปได้ไกลกว่านี้









