คำสัมภาษณ์ของ "อากู๋" ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม เจ้าของแกรมมี่ที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
สร้างความฮือฮาให้กับแวดวงโทรทัศน์ ที่กำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญประมูลช่องดิจิทัลทีวี ที่บอกทำนองว่าน่าจะมีช่องที่อยู่รอดทางธุรกิจแค่ 5 ช่อง จาก 24 ช่อง
ผมขอเดาใจ "อากู๋" ว่า 3 ใน 5 ช่อง ของผู้เล่นรายใหม่ที่แข็งแกร่งพออยู่รอดใน "สงครามดิจิทัลทีวี" น่าจะหมายถึง อันดับแรกแน่นอนว่าจะต้องเป็นช่องแกรมมมี่ ที่มุ่งมั่นจะประมูลให้ได้ช่องความคมชัดสูง (HD) อันดับสองช่องอาร์เอสและอันดับสามช่อง Workpoint ส่วนอีก 2 ช่องยากจะคาดเดาใจ "อากู๋" ว่าใครจะเป็นผู้ชนะสงครามดิจิทัลทีวีครั้งนี้
ปัจจัยเชิงบวกในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ "ผู้เล่นรายใหม่" ปรบมือกราวใหญ่มีความมั่นใจในการประมูลมากยิ่งขึ้นกับมติของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ (กสท.) เมื่อวันที่ 30 ก.ย. อนุมัติให้ช่อง 5 ได้ใบอนุญาตโครงข่าย Multiplexer ไปอีก 1 โครงข่าย อายุ 15 ปี แลกกับข้อเสนอจะแก้สัญญาสัมปทานช่อง 7 ที่ยังมีอายุเหลืออีก 9 ปี หมดสัมปทานปี 2566 ลดลงมา 4 ปีถึงปี 2561
เท่ากับว่าในปี 2561 จะเป็นที่สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีในระบบอนาล็อก จะยุติการออกอากาศพร้อมกันถึง 4 สถานี คือช่อง 5, ช่อง 7, ช่อง 9 และช่อง 11 แลกกับการได้ใบอนุญาตโครงข่ายอายุ 15 ปี เป็นการชดเชยรายได้ที่หายไปจากแผนเดิมจะยุติการออกอากาศตามแผนแม่บท 10 ปี โดยก่อนหน้านั้น ไทยพีบีเอส จะยุติการออกอากาศในระบบอนาล็อกในปี 2559 เพื่อคลื่นความถี่ให้กสท.นำไปจัดสรรใหม่ แลกกับการให้ใบอนุญาตไทยพีบีเอสอีก 1 ช่อง เป็นช่องเด็ก
ถ้าพ้นจากปี 2561 ไปแล้วยังเหลือช่อง 3 ที่เป็นคู่สัมปทานกับอสมท.ยังเหลืออายุสัมปทานออกอากาศแบบอนาล็อกไปจนถึงปี 2562 ฝากคำถามไปถึงผู้บริหาร ช่อง 3 และ อสมท.จะ "เสียสละ" ให้กับสังคมบ้างหลังได้ประโยชน์มหาศาลจากการครอบครองคลื่นความถี่สาธารณะมากว่า 40 ปี แล้ว
ด้วยการลดอายุสัมปทานลง 1 ปี ได้หรือไม่ โดยไม่ต้องมาขอแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ใดๆ กับ กสท. แบบช่อง 5 ช่อง 3 ควรจะยุติการออกอากาศระบบอะนาล็อก Analog Switch Off เพื่อเริ่มต้นสู่ Digital Switch Over ไปพร้อมๆ กับช่องอื่นที่ประกาศตัวไปหมดแล้ว
นับจากปี 2562 เป็นต้นไปสนามการแข่งขันในธุรกิจโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดิน จะเป็นสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน (Level Playing Field) 24 ช่อง ธุรกิจที่พิสูจน์กันด้วยคุณภาพเนื้อหาว่าจะต้องตาต้องใจผู้ชมได้มากแค่ไหน
"ผู้เล่นรายใหม่" ใครจะอยู่รอดในช่วง 5 ปีแรก ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญที่ควบคุมไม่ได้คือความครอบคลุมของโครงข่ายเพื่อรับชมดิจิทัลทีวี ยังต้องทะยอยขยายจากปีแรก 50% ปีที่สอง 80% ปีที่สาม 90% และปีที่สี่ 95% แม้ว่าผู้รับใบอนุญาตโครงข่ายส่วนใหญ่จะบอกว่าการติดตั้งเครื่องส่งสำหรับ "เสาส่งหลัก" 39 เสาจะเสร็จสิ้่นภายในประมาณ 2 ปีครึ่ง และทะยอยติดตั้ง "เสาส่งย่อย" 115 เสา ในอีกระยะหนึ่ง
แต่ "เสาส่งขนาดเล็ก" หรือ Gap Filler ที่ใช้เสาของบริษัท ทีโอที อีกประมาณ 10,000 ต้น ยังต้องใช้เวลาพอสมควร เพื่อเติมช่องว่างให้การรับสัญญาณดิจิทัลทีวีสามารถรับได้ภายในอาคาร และรถยนต์หรือยานพาหนะที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วได้ รวมทั้ง "ความเข้าใจของผู้บริโภค" จำนวนในมากแค่ไหนที่จะยินยอมซื้อกล่องรับสัญญาณไปต่อเชื่อมกับโทรทัศน์เดิมหรือซื้อโทรทัศน์รุ่นใหม่ที่มีจูนเนอร์รับดิจิทัลทีวีอยู่ข้างในเครื่องแล้ว
สถิติของประเทศฝรั่งเศสในปีแรก ที่ขยายโครงข่ายไปได้ประมาณ 50% แต่อัตราการเข้าถึงดิจิทัลทีวี (Penetration Rate) ยังต่ำมากๆแค่ 3% เท่านั้นเอง แล้วแม้ว่าได้ขยายโครงข่ายครอบคลุมไป 95% แต่อัตราการเข้าถึงดิจิทัลทีวีของชาวฝรั่งเศสยังไปได้ประมาณ 61 % ส่วนที่เหลือยังเลือกดูโทรทัศน์จากจานดาวเทียม,โทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกและบรอดแบนด์
คำทำนายของ "อากู๋" ที่บอกว่าน่าจะมีช่องที่อยู่ได้ทางธุรกิจประมาณ 5 ช่อง ไม่น่าจะมองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป เพราะในระยะ 3 ปีแรก ที่ช่องฟรีทีวีแบบอนาล็อกยังออกอากาศอยู่น่าจะยากแย่งชิงคนดูหรือ Eyeball จากช่อง 3 กับ ช่อง 7 ให้กดรีโมทมาดูช่องใหม่ได้มากนัก
ยกเว้นช่อง 5 กับช่อง 9 ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างยิ่งจะถูก "ผู้เล่นรายใหม่" ที่มีคอนเทนท์เข้มแข็ง และเคยเป็นผู้ผลิตรายการหลักใน 2 ช่อง คือ แกรมมี่, อาร์เอส และ เวิร์คพ้อยต์ แย่งชิงคนดูไปได้มากพอสมควร
เพราะแม้กระทั่งในระดับช่องทีวีดาวเทียม ที่นับชั้นเป็น "ระดับดิวิชั่น" ที่ไม่ใช่เป็นพรีเมียร์ลีก "ฟรีทีวี" ในบางช่วงเวลาเรทติ้งคนดูของช่อง 5 และช่อง 9 ยังต่ำกว่าช่อง 8 และช่องสบายดีของอาร์เอส, ช่องแฟนทีวีของแกรมมี่ และ ช่องเวิร์คพ้อยต์ทีวี หากทั้งสามค่ายชนะการประมูลช่องดิจิทัลทีวีคงจะสร้างความสั่นสะเทือนให้กับ "เม็ดเงิน" โฆษณาที่ในช่วงแรกคงยังไม่เพิ่มสักเท่าไหร่ แต่น่าจะไหลออกจากช่อง 5 และช่อง 9 ไปสู่ 3 ค่ายใหญ่ที่มีคอนเทนท์ของตัวเองน่าสนใจกว่าช่อง 5 กับช่อง 9 ที่แทบไม่มีคอนเทนท์ที่ผลิตเองเลย
ค่ายแกรมมี่ซื้อซองประมูล 2 ซอง คือ ช่องแบบ HD และ SD Variety จากเดิมที่เคยเจรจากับเจ้าของคอนเทนท์การ์ตูนรายหนึ่งเพื่อร่วมกันยื่นประมูลช่องเด็กแต่ดีลไม่สำเร็จ ทำให้แกรมมี่ลดความตั้งใจลงเหลือประมูลแบบเน้นๆ ช่อง HD เพื่อทำเองทั้งช่องที่มีทั้งบันเทิง-กีฬาเต็มรูปแบบ และเผื่อไว้สำหรับร่วมกับพันธมิตรในช่องแบบ SD ที่อาจจะกลายเป็นการร่วมประมูลก็เป็นไปได้
รายได้ของกลุ่มแกรมมี่ในปี 2555 รวม 11,023 ล้านบาท แยกเป็นรายได้สายธุรกิจเพลง 2,579 ล้านบาท, สายโชว์บิซ 997 ล้านบาท, ภาพยนตร์ 317 ล้านบาท, วิทยุ 775 ล้านบาท, กิจกรรม 1,782 ล้านบาท, สิ่งพิมพ์ 178 ล้านบาท น่าสนใจอย่างยิ่งว่าธุรกิจสายโทรทัศน์ที่แยกเป็นฟรีทีวี 2,293 ล้านบาท, กล่องรับสัญญาณ 1,332 ล้านบาท และทีวีดาวเทียมที่มีประมาณ 10 ช่อง 770 ล้านบาท รวมประมาณ 4,400 ล้านบาทที่คิดเป็นสัดส่วนรายได้มากถึง 40%
ยุทธศาสตร์ใหญ่ที่สุดของอากู๋ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา คือการเปลี่ยนผ่าจากธุรกิจเพลงที่มีแต่หดตัวลงไปสู่ธุรกิจบรอดแคสติ้งที่ยังไม่มีขีดจำกัดของรายได้ เพื่อส่งมอบอาณาจักรแกรมมี่ให้กับ "รุ่นลูก" ที่มีพี่เลี้ยงมาช่วยติวฝีมือการบริหารธุรกิจใหม่ จนเกือบจะได้เวลาโบยบินพิสูจน์ฝีมือได้ด้วยตัวเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว
ค่ายแกรมมี่จึงมุ่งมั่นลงหมดหน้าตักเพื่อประมูลช่อง HD ให้ได้ ช่องนี้จะกลายเป็น "ธงนำ" ในธุรกิจบรอดแคสติ้งที่มีครบทุกแนวรบแพลตฟอร์มและเนื้อหาเกือบทุกเซคเม้นท์คือฟรีทีวีแบบดิจิทัล, ทีวีดาวเทียม 10 ช่อง, แพลทฟอร์มกล่องรับสัญญาณแบบ Pay Per View เพื่อรองรับอนาคตที่อากู๋ยังเชื่อว่า Business Model นี้มาแน่เพียงแต่รอเวลาให้คนไทยสุกงอมพร้อมควักเงิน"จ่ายก่อน-ดูทีหลัง"ที่ยังไม่คุ้นเคย
ส่วนค่ายอาร์เอสดูเหมือนจะคิดตรงกันข้ามกับค่ายแกรมมี่ "เฮียฮ้อ" สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ไม่ค่อย "อิน" กับการประมูลดิจิทัลทีวี โน้มเอียงไปในข้างไม่อยากประมูลด้วยซ้ำ เพราะเชื่อมั่นในธุรกิจทีวีดาวเทียม 5 ช่อง ที่กำลังเป็น Cash Cow ใหม่ของค่ายอาร์เอส เกือบทุกช่องประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในรอบปีที่ผ่านมา ทำรายได้ในปีที่แล้ว 545 ล้านบาท มั่นใจถึงขั้นปีนี้ตั้งเป้ารายได้ทีวีดาวเทียมเพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท
ปีที่แล้วค่ายอาร์เอสมีรายได้รวม 2,823 ล้านบาท แยกเป็นรายได้จากเพลงแบบ Physical 426 ล้านบาท แบบดิจิทัล 440 ล้านบาท, ธุรกิจคอนเสิร์ตและโชว์บิซ 750 ล้านบาท, วิทยุ 400 ล้านบาท, ฟรีทีวี 130 ล้านบาทที่ปีนี้จะแทบไม่เหลือแล้วและธุรกิจบริหารลิขสิทธิ์กีฬา 79 ล้าน และธุรกิจอินสโตร์มีเดีย 53 ล้านบาทที่ปีนี้ก็จะไม่มีเช่นกัน
ค่ายอาร์เอสซื้อซองเพียง 1 เดียว คือ ช่องแบบ SD Variety แม้ไม่ค่อยเต็มใจจะเข้าประมูลแต่ดุเหมือนเป็นไฟล์ทบังคับให้ทุ่มเอาให้ได้เช่นกัน เพราะมองแล้วว่าทีวีดาวเทียมคงจะถูก "จัดระเบียบ" จาก กสท. ให้มีข้อจำกัดมากขึ้น เช่น จำนวนนาทีโฆษณา ฯลฯที่หากค่ายอารืเอสไม่มีช่องดิจิทัลทีวีไว้สัก 1 ช่อง จะเสี่ยงเป็นอย้่างยิ่ง
ค่ายเวิร์คพ้อยต์น่าจะเป็นอีกค่ายที่มีคอนเทนท์เข้มแข็ง และเงินทุนแน่นหนาในการประมูลดิจิทัลทีวีให้ได้อย่างน้อย 1 ช่อง แล้วน่าจะอยู่รอดได้ด้วย เวิร์คพ้อยท์ซื้อซอง 2 ซอง คือ ช่องแบบ HD กับ SD น่าจะไม่พลาดช่องใดช่องหนึ่งแล้วช่อง Workpoint TV ที่มีเรทติ้งระดับท็อปของทีวีดาวเทียมคงถูกอัพเกรดขึ้นไปอย่างแน่นอน
ตัวเต็งสิงห์สนามใหม่จาก 3 ค่ายไม่น่าจะพลาดได้ค่ายละ 1 ช่อง แล้วจะกลายเป็นผู้เล่นใหม่ที่มีทั้งพลังเงินกับพลังคอนเทนท์ที่ทำให้ช่อง 5 กับช่อง 9 อยู่ในความเสี่ยงและพร้อมทุกแรวรบจะท้าชิงแชมปืกับช่อง 3 กับช่อง 7 ที่มีอายุสัมปทานโทรทัศน์แบบอนาล็อกที่ได้เปรียบเหลืออีกแค่ประมาณ 5 ปี ทั้งสามค่ายมีสายป่านที่รอวันชิงแชมปืได้อย่างแน่นอน









