ดิฉันเชื่อว่าไม่มีใครในโลกนี้อยากจะล้มเหลวในชีวิต และดิฉันก็เชื่อว่าไม่มีใครในโลกที่ไม่เคยล้มเลย
แต่ดิฉันคิดว่าความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จมีเพียงแค่ว่า คนที่ประสบความสำเร็จนั้น เขา "ล้มเพื่อลุก"
เมื่อไม่นานมานี้ ดิฉันได้รับเลือกจาก World Economic Forum ให้เป็น Young Global Leader แห่งปี 2013 และได้มีโอกาสไปร่วมงาน World Economic Forum Summer Davos ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้นำจากทั่วโลกได้มาพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องวิกฤติภาวะเศรษฐกิจโลก หลายๆ ประเทศมองจีนเป็นตัวอย่างว่าเขาเคยเป็นประเทศที่มีคนยากจนอยู่สูงถึง 84% ในปี คศ. 1980 แต่มาวันนี้เขามีคนยากจนเพียง 13% เขาสามารถเพิ่มรายได้ต่อประชากรขึ้นถึง 30 เท่าภายใน 30 ปีที่ผ่านมา เขาทำได้อย่างไร? ประโยคหนึ่งที่ดิฉันได้ฟังแล้วรู้สึกประทับใจมากจากตัวแทนผู้นำประเทศจีนนั่นก็คือ เขากล่าวว่า Failure is necessary for Growth! ซึ่งแปลว่า ความล้มเหลวจำเป็นต่อการเจริญเติบโต ประเทศของเขายอมรับว่าเมื่อก่อนเขาเป็นประเทศที่ยากจน เศรษฐกิจถึงขั้นที่เรียกได้ว่าล้มเหลว แต่เขาเอาความล้มเหลวนั้นมาพิจารณา และแก้ไขปรับปรุง
ยกตัวอย่างเช่น เขาตระหนักว่าการที่เขาปิดประเทศนั้นเป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาทางเศรษฐกิจ ความล่าช้าของการพัฒนาทางเทคโนโลยีและการศึกษา และการไม่ยอมรับวัฒนธรรมต่างชาติเลยนั้นไม่ได้ทำให้ประเทศของเขาเจริญขึ้นแต่อย่างใด เมื่อเขาตระหนักถึงสาเหตุแห่งความถดถอยและล้มเหลวของการพัฒนาประเทศแล้ว รัฐบาลจีนจึงได้ตัดสินใจเปิดประเทศ อนุญาตให้ประชากรของเขาเดินทางไปต่างประเทศได้ง่ายขึ้นเพื่อไปเรียนรู้เครื่องมือที่เขาหวังว่าจะจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศของเขากลับมา อนุญาตให้ต่างชาติทั้งจากโลกตะวันตกและตะวันออกเข้ามาทำธุรกิจ สร้างโรงงานผลิตได้มากขึ้นและอำนวยความสะดวกในการลงทุนให้มากขึ้น เขาได้สร้างยุทธศาสตร์ต่างๆ จากประสบการณ์ความล้มเหลวในอดีตเพื่อที่จะลุกมาผงาดอย่างชาติมังกรอีกครั้งในปัจจุบัน
ดิฉันยอมรับค่ะว่าคงไม่มีใครในโลกอยากที่จะล้มเหลวในชีวิต แต่ดิฉันเชื่อว่าไม่มีใครที่มีชีวิตที่ประสบความสำเร็จโดยไม่เคยล้มเหลวเลย ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างชีวิตจริงจากบุคคลที่โลกยอมรับว่าประสบความสำเร็จในสาขาอาชีพต่างๆ มาให้ทุกท่านได้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องล้มเหลว
หลายๆ คนคงทราบว่าการที่เรามีหลอดไฟฟ้าใช้กันในปัจจุบันได้นั้นก็เพราะผลงานการประดิษฐ์คิดค้นของ Thomas Alva Edison แต่ท่านทราบไหมคะว่าเมื่อตอนที่เขายังเป็นนักเรียนอยู่คุณครูของเขาเคยบอกเขาว่า เขาโง่เขลาเกินไปที่จะเรียนรู้อะไรได้ ถึงแม้ว่าชีวิตการศึกษาในวัยเยาว์ของเขาล้มเหลวแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาย่อท้อ เชื่อไหมคะว่ากว่าที่เขาจะประดิษฐ์หลอดไฟที่ใช้งานได้จริงเขาต้องล้มเหลวกับการประดิษฐ์หลอดไฟเป็นพันๆ ครั้งกันเลยทีเดียว
คนส่วนใหญ่คงเคยรู้จักหรือรับประทานไก่ทอด KFC กันเป็นแน่ แต่คุณทราบไหมคะว่า Harland David Sanders หรือคนที่เป็นแบบของสัญลักษณ์คุณลุงผู้พัน KFC ต้องบากหน้าขายไก่ทอดของเขาต่อร้านอาหารมากกว่าพันร้านก่อนที่จะได้เจอร้านหนึ่งที่ยอมรับซื้อไก่ทอดของเขา จนกลายมาเป็นไก่ทอด KFC ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในปัจจุบัน
หรือคุณเคยทราบหรือไม่ว่าบริษัทรถยักษ์ใหญ่อย่างฮอนด้านั้นเกิดมาจากความล้มเหลวส่วนตัวของ Soichiro Honda ที่ถูกปฏิเสธเข้าทำงานเป็นวิศวกรที่บริษัทโตโยต้าและตกงาน ก่อนที่จะฮึดสู้เริ่มสร้างรถมอเตอร์ไซค์ และขยายธุรกิจสู่ธุรกิจการผลิตรถยนต์จนเป็นมหาเศรษฐี ไม่ใช่เพราะความล้มเหลวในการเข้าทำงานที่บริษัทโตโยต้าของเขาหรอกหรือที่ทำให้โตโยต้าต้องมาเจอคู่แข่งสำคัญอย่างฮอนด้ามาถึงปัจจุบันนี้
และยังมีสุภาพสตรีอีกท่านที่ล้มเหลวในชีวิตอย่างถึงที่สุด หย่าขาดจากสามี ตกงานและต้องเลี้ยงลูกสาวคนเดียวด้วยเงินจากสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือจากรัฐบาลอังกฤษมูลค่า 70 ปอนด์ต่อสัปดาห์ แต่ก็ใช้ช่วงเวลาแห่งความล้มเหลวนั้นมาเขียนนวนิยาย เมื่อเขียนจบ นวนิยายของเธอก็ยังถูกปฏิเสธจากหลายสำนักพิมพ์ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ ยังคงนำเสนอผลงานของเธอกระทั่งในที่สุดก็มีสำนักพิมพ์หนึ่งรับพิมพ์จนมาเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดไปทั่วโลก ทุกท่านคงรู้จักนักเขียนชื่อก้องโลกท่านนี้เป็นอย่างดี J.K. Rowling ผู้แต่ง Harry Porter
เราจะเห็นได้ว่าพวกเขาเหล่านี้ต่างได้ลิ้มลองรสสัมผัสของความล้มเหลวมากันถ้วนหน้า แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ทุกตัวอย่างที่ดิฉันได้ยกขึ้นมามีร่วมกันคือ พวกเขา……. “ล้มแล้วลุก” พวกเขาไม่ได้จมปลักกับความล้มเหลว ที่จริงแล้วดิฉันคิดว่าความล้มเหลวมีเสน่ห์และเป็นแรงขับเคลื่อนความสำเร็จได้อย่างดีเพราะความล้มเหลวช่วยเป็นเครื่องเตือนใจว่าเรายังมีอะไรให้ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงวิธีการต่างๆ ที่ผ่านมา บางครั้งความล้มเหลวเหล่านี้ยังบังคับให้เรามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เหมือนที่ Thomas Alva Edison ต้องลองเปลี่ยนวัสดุและคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการทำหลอดไฟเป็นพันๆ ครั้งก่อนที่จะได้หลอดไฟที่ใช้งานได้จริง ที่สำคัญที่สุดความล้มเหลวจะทำให้คุณซาบซึ้งถึงความสำเร็จอย่างหาที่เปรียบมิได้อีกด้วย
J.K. Rowling ก็เป็นอีกคนที่ให้ความสำคัญและเล็งเห็นประโยชน์ของความล้มเหลวดังที่เธอเคยกล่าวไว้ว่า “You might never fail on the scale I did, but some failure in life is inevitable. It is impossible to live without failing at something, unless you live so cautiously that you might as well not have lived at all - in which case, you fail by default.”
“บางความล้มเหลวในชีวิตเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คงเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะใช้ชีวิตโดยไม่เคยล้มเหลวเลยนอกเสียจากคนคนนั้นจะใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมาก ซึ่งถ้าต้องระวังขนาดนั้นก็เหมือนกับว่าเขาไม่ได้ใช้ชีวิตเสียเลย และถ้าเป็นเช่นนั้นชีวิตคนคนนั้นก็เท่ากับล้มเหลวโดยปริยาย”
เพราะฉะนั้นถ้าชีวิตของคุณยังไม่เคยเจอความล้มเหลวเลย จงมั่นใจได้ว่าคุณคงจะต้องได้เจอมันเป็นแน่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของคุณว่าคุณจะเห็นความล้มเหลวเหล่านั้นเป็น "อุปสรรค" หรือ "อุปกรณ์" เพื่อที่จะเดินต่อไปสู่ความสำเร็จ และถ้าวันนี้คุณกำลังล้มอยู่ จงอย่าท้อแท้ในโชคชะตา เพราะคุณต้องเชื่อว่าคุณกำลัง "ล้มเพื่อที่จะลุก" ขึ้นมาและจะก้าวกระโดดไปไกลกว่าคนที่ไม่เคยล้มเลยเสียอีก ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้นะคะ









