สำนักงานโฆษก ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีถึงข้อกังวล เกี่ยวกับการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
ในช่วง 2 วันที่ผ่านมาว่า โดยประชาชนเกรงว่าจะทำให้สถานการณ์น้ำท่วมในบางพื้นที่มีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งสำนักงานโฆษกยืนยันว่า การระบายน้ำอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และมีการควบคุมระดับน้ำตลอดเวลา โดยหยิบยกเอาสถิติว่าขณะนี้มีการระบายน้ำเพียง 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อเทียบกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ที่มีการระบายน้ำวันละ 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
แต่จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดเนื่องจากฝนตกหนัก และระดับน้ำยังอยู่สูงในบางพื้นที่ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะสร้างความกังวลให้กับประชาชนว่ารัฐบาล"เอาไม่อยู่" แม้ความเป็นจริงแล้ว ปริมาณน้ำในปีนี้จะน้อยกว่าปี 2554 ซึ่งความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาลในการแก้ปัญหาน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนจากการสำรวจความคิดเห็นของบางสำนักระบุว่ามีผลต่อความเชื่อมั่นรัฐบาลอย่างมาก และต้องไม่ลืมว่าน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 นั้นประชาชนยังไม่หลงลืม เพราะบางคนยังไม่ฟื้นจากผลกระทบ
ดังนั้น ความไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น และไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีข่าวออกมาว่าจะมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่ดูแล คือ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลบริหารจัดการน้ำมาตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งข่าวลือการปลดรัฐมนตรีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะประชาชนเกิดความไม่เชื่อมั่นการแก้ปัญหาจัดการน้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ตอนบนของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเมื่อคนรู้สึกอึดอัดกับการแก้ปัญหาของรัฐบาล จึงเป็นหน้าที่ของ"ข่าวลือ"ที่มาช่วยกระตุ้นว่าปัญหาอยู่ตรงไหน
หากรัฐบาลต้องการจะตรวจสอบต้นตอของข่าวลือนั้น อาจเป็นเรื่องยากมาก เพราะหากสามารถตรวจสอบต้นตอได้ เราก็ไม่เรียกว่าเป็น"ข่าวลือ" แต่หากไม่มองว่าข่าวลือเป็นเรื่องไร้สาระและไม่มีมูลข่าวจริง จากนั้นก็ปฏิบัติหน้าที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นก็แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้รู้สึกอะไรมากนักต่อความไม่พอใจของประชาชนต่อมาตรการแก้ปัญหาของรัฐบาล แต่หากรัฐบาลประเมินข่าวลือใหม่ โดยมองว่าเป็นการสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ก็อาจเห็นประเด็นปัญหาอีกด้านที่ต้องรีบแก้ไข
หากตีความข่าวลือตามทฤษฎีจิตวิทยาแล้ว ข่าวความไม่เชื่อมั่นในเสถียรภาพรัฐบาล จนถึงการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ เกิดขึ้นในช่วงนี้และโยงกับการบริหารจัดการน้ำนั้น สะท้อนให้เห็นว่าตั้งแต่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลแทบไม่ทำอะไรเลยกับการป้องกันน้ำท่วม ทั้งๆ ที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงินจำนวนมากถึง 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งนอกจากมีความคืบหน้าน้อยกว่าที่อ้างว่าเร่งด่วนแล้ว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังช่วยตอกย้ำว่ารัฐบาลแก้ปัญหาล้มเหลว แม้ว่ารัฐบาลยืนยันว่าทำงานอย่างเต็มที่
เราเห็นว่าความเชื่อมั่นต่อการทำงานของรัฐบาลต่อเหตุการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ เป็น"ของจริง" เพราะคนรู้สึกได้จริง ดังนั้นรัฐบาลไม่ควรกล่าวโทษคนอื่นว่าไม่หวังดี หรือปล่อยข่าวโจมตี ซึ่งหากใครติดตามการบริหารน้ำและการป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาหลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 คงอดสงสัยไม่ได้ว่ารัฐบาลทำอะไรบ้าง ดังนั้นทางแก้ปัญหาให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือ รัฐบาลต้องดำเนินการให้เห็นผล หาใช่แค่การบอกกล่าวและโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพราะน้ำท่วมเป็นเรื่องจริงที่เห็นและสัมผัสได้






