วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บทเรียนปัญหางบสหรัฐ คนกำลังเบื่อนักการเมือง

ความขัดแย้งระหว่างพรรคเดโมแครตกับรีพับลิกัน ในร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ส่งผลให้หน่วยงานรัฐบาล

บางแห่งต้องปิดลงชั่วคราว และกำลังสร้างความวิตกว่าการพิจารณาของคองเกรสในกลางเดือนนี้ต่อการขยายเพดานหนี้ จะไม่สามารถตกลงกันได้ภายในวันที่ 17 ต.ค. ซึ่งจะทำให้สหรัฐเผชิญกับภาวะการคลังหยุดชะงักลงชั่วคราว หากว่าสหรัฐเป็นประเทศเล็กๆ และเศรษฐกิจไม่ใหญ่มาก ปัญหาที่เกิดขึ้นคงไม่ส่งผลกระทบอะไรมาก แต่เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐมีผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจ ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลทั่วโลก

หากฟังสุ่มเสียงของคนอเมริกันจำนวนมาก มองปัญหานี้ด้วยความเบื่อหน่าย บางคนถึงกับก่นด่าโดยไม่จำแนกว่าอยู่พรรคไหน โดยเหมารวมว่าเป็น "พวกนักการเมือง" ที่กำลังชิงดีชิงเด่นกันในคองเกรส ว่าเป็นต้นตอของปัญหา ซึ่งความเบื่อหน่ายนักการเมืองของคนอเมริกันนั้นไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว นักวิชาการบางคนถึงกับประณามและสิ้นหวังกับการเมืองอเมริกันในขณะนี้ ว่าเกิดความขัดแย้งกันไม่สิ้นสุด และทำให้คนรู้สึกว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองสองพรรคที่ไม่อาจแก้ได้

หากเปรียบเทียบปัญหาในสภาคองเกรสกับรัฐสภาของไทย คงมีสภาพไม่แตกต่างกันมากนัก กล่าวคือ เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองแบบสองขั้ว ซึ่งไม่น่าแปลกที่สภาพความขัดแย้งที่ดำรงมานานหลายปี จะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ หากดูจากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อนักการเมืองไทย จะเห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็รู้สึกเช่นเดียวกับคนอเมริกา ที่รู้สึกเบื่อหน่ายต่อความขัดแย้งและชิงดีชิงเด่นของนักการเมือง และผลสุดท้ายผู้ที่เสียประโยชน์มากที่สุด คือ ประชาชน ดังที่ปรากฏว่ามีการปิดหน่วยงานราชการบางหน่วย

หากปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐในเรื่องเพดานหนี้ ไม่สามารถตกลงกันได้ภายในวันที่ 17 ต.ค. นี้ มีการคาดการณ์ว่าจะสร้างความปั่นป่วนในตลาดเงินโลก เนื่องจากสหรัฐที่ผิดชำระหนี้ครั้งแรกในรอบ 17 ปี ซึ่งหากเกิดความปั่นป่วนจริง เราเชื่อว่าควรจะมีจำนวนมากออกมาประณามนักการเมือง เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับเรื่องการปิดหน่วยงานรัฐ ดังนั้นอาจจะมีคำถามมากขึ้นกับระบบรัฐสภาในปัจจุบัน ที่ว่าเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความขัดแย้งได้จริงหรือไม่ ซึ่งในที่สุดคนก็จะตั้งคำถามต่อระบบรัฐสภาว่าดีจริงหรือไม่

จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสหรัฐ ทำให้ต้องกลับมาคิดถึงความขัดแย้งในรัฐสภาไทยเช่นเดียวกัน และจากการถ่ายทอดสดการอภิปรายทุกครั้ง เราจะเห็นว่าบทบาทของรัฐบาลก็นำเสนอในสิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากฝ่ายใด ในขณะที่ฝ่ายค้านก็ค้านในแทบทุกประเด็นของรัฐบาล ซึ่งปัญหายังไม่เกิดเหมือนในสหรัฐ เพราะว่ายังกุมเสียงข้างมากไว้ แต่หากมีปัญหาที่นั่งในสภาก้ำกึ่งและครองเสียงข้างมากคนละสภา เชื่อว่าจะมีปัญหาเช่นเดียวกับสหรัฐที่กำลังเผชิญกับวิกฤติหนี้

เราเห็นว่า กรณีของสหรัฐนั้น หากฟังสุ่มเสียงกระแสวิจารณ์ในสหรัฐ จะประณามการช่วงชิงอำนาจหรือความนิยมทางการเมืองของบรรดานักการเมือง ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชน แต่กรณีของไทยเป็นเรื่องความขัดแย้งในระบอบเสียงข้างมากกันปกติธรรมดา ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เป็นเพียงแต่สร้างความรำคาญจากการทะเลาะกันไม่สิ้นสุด เราเชื่อว่า หากการเมืองยังเป็นเช่นนี้ต่อไป สภาพคงไม่ต่างกัน คนกำลังเบื่อนักการเมืองมากขึ้นทุกวัน และยังไม่มีโพลล์ครั้งใดเลยที่ความนิยมของนักการเมืองดีขึ้น