วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เหมืองทองแดง อิทธิพลจีนในเมียนมาร์

หลังปี ค.ศ. 1988 เป็นต้นมา อิทธิพลของจีนในเมียนมาร์ค่อยๆ เติบโตขึ้นผ่านการเคลื่อนย้ายของนักลงทุนจีนพร้อมๆ กับรัฐบาลจีนสนับสนุน

โดยเฉพาะในมัณฑะเลย์และเมืองทางตอนเหนือ ปัจจุบันชาวเมียนมาร์เรียกเมืองมัณฑะเลย์ว่า “ปักกิ่งแห่งที่สอง” เพราะมีทั้งคนจีนเก่าจีนใหม่ที่อพยพมาต่างกรรมต่างวาระอยู่อาศัยจำนวนมาก คนจีนเหล่านี้พร้อมๆ กับความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลจีนและเมียนมาร์ได้พากันมาลงทุนโครงการต่างๆ จำนวนมากในนาม “การพัฒนา” มีทั้งบริษัทขนาดใหญ่กลางเข้ามาทำธุรกิจ เช่น อัญมณี เหมืองหยก ทองแดง น้ำมัน รวมทั้งเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ ครอบครองที่ดิน จนหลายโครงการนำไปสู่ความขัดแย้งกับชุมชนท้องถิ่น

หนึ่งในความขัดแย้งอาจเห็นได้จากกรณีชาวบ้านประท้วงโครงการขยายเหมืองทองแดงทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมียนมาร์เมื่อปลายปี 2012 การประท้วงครั้งนั้นส่งผลให้เอย์ เนต (Aye Net) และทเวย์ ทเวย์ วิน (ThweThwe Win) สาวชาวนาเมียนมาร์กลายเป็นหญิงเหล็กที่รู้จักกันไปทั่วประเทศจากการที่เธอเข้าร่วมต่อต้านโครงการเหมืองฯ ที่โหมกระหน่ำเข้ามาในหมู่บ้าน “หมูหลับ” (Wethmay) ของเธอซึ่งเป็นหนึ่งใน 26 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขยายเหมืองฯดังกล่าว

โครงการเหมืองที่ว่า คือ โครงการ “ลัดปาดอง” (LetpaduangTaung) เป็นการลงทุนร่วมของบริษัท Wanbao ผู้เชี่ยวชาญการผลิตอาวุธและระเบิดของทางการจีนกับบริษัท Union of Myanmar Economic Holdings ของกองทัพเมียนมาร์ (UMEHL) ซึ่งร่วมกันซื้อกิจการต่อจากบริษัท Norinco ของแคนาดาเมื่อ 2 ปีก่อนและเตรียมขยายเหมืองออกไปอีกกว่า 7,800 เอเคอร์ครอบคลุมชุมชนพื้นที่เกษตรของหมู่บ้านต่างๆ ในเมืองซาลิงยี อำเภอโมนีวา รัฐสกาย เหมืองนี้ให้ทองแดง 100,000 ถึง 150,000 ตันต่อปี เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งจีนลงทุนไปแล้ว 997 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือร้อยละ 3 ของการลงทุนทั้งหมด

ในขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีเต็งเส่งกำลังพาเมียนมาร์ออกจากระบอบเผด็จการสู่ประชาธิปไตยด้วยแนวปฏิบัติใหม่ๆ ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เช่น ให้เสรีภาพแก่สื่อมวลชนเพิ่มขึ้น การปล่อยนักโทษการเมืองแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองซาลิงยีเขตชนบทยากจนกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิงหน่วยงานปกครองท้องถิ่นยังใช้วิธีเดิมๆ ในระบบเผด็จการทหารทัดมาดอ คือ ใช้ความรุนแรงข่มขู่บังคับชาวบ้านให้หวาดกลัวยอมจำนนไม่ว่า การบังคับชาวบ้านให้ย้ายออกจากพื้นที่ด้วยการทุบทำลายวัด ขนย้ายพระพุทธรูปออกไปไว้นอกหมู่บ้าน ขนโต๊ะเรียนและเครื่องเรือนออกจากโรงเรียน แต่เหตุการณ์เหล่านี้กลับทำให้ชาวบ้านรวมตัวประท้วงและเกิดเหตุปะทะกับตำรวจและเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบติดตามและข่มขู่ แต่เอย์ เนตและทเวย์ ทเวย์ วิน สตรีทั้งสองกลับไม่ละความพยายามที่จะทวงถามความยุติธรรม จนเธอถูกตำรวจโมนีวาจับกุมขังคุก แต่ทั้งสองได้รับการปล่อยตัวเมื่อกลาง ก.ย. 2012 หลังสื่อมวลชนทั่วประเทศลงข่าวการต่อสู้ของเธอรวมทั้งอดีตนักศึกษาเหยื่อเผด็จการทหารในปี 1988 หลายคนช่วยไกล่เกลี่ยให้รัฐบาลท้องถิ่นปล่อยตัว เพราะเกรงว่าการประท้วงอาจบานปลายจนเกิดเหตุนองเลือด

การใช้อำนาจฮุบที่ดินทำกินของชาวบ้านเป็นปัญหามาเนิ่นนาน นักรณรงค์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเกรงว่าการเร่งรัดพัฒนาประเทศกำลังทำให้ปัญหาการฮุบที่ดินเพิ่มขึ้น แม้รัฐสภาจะผ่านกฎหมายพิสูจน์สิทธิเหนือที่ดินของเกษตรกรรวมทั้งนโยบายกำกับที่ดินรกร้างว่างเปล่า แต่รัฐสภาและพรรคฝ่ายค้านกลับได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านเพิ่มขึ้น อดีตผู้นำนักศึกษารุ่น 1988 ท่านหนึ่งที่ทีมวิจัยพูดคุยด้วยกล่าวว่า “ชาวไร่ชาวนาในเมียนมาร์กำลังถูกทำให้เป็นชนชายขอบท่ามกลางการพัฒนาประชาธิปไตย” ปลายปี 2012 โครงการวิจัยของเราพบว่า ชุมชนท้องถิ่นเมืองซาลิงยีกำลังเผชิญหน้ากับความทุกข์จากการสูญเสียทั้งด้านสังคมเศรษฐกิจและสุขภาวะชาวบ้านกล่าวโทษผู้นำทั้งระดับท้องถิ่นและประเทศที่ปกป้องผลประโยชน์ของกองทัพและบริษัทจีนมากกว่าคำนึงถึงความอยู่ดีกินดีของประชาชน ชาวบ้านกล่าวหาบริษัทเหมืองว่าฮุบที่ดินของชาวบ้านไปกว่า 8,000 เอเคอร์โดยผิดกฎหมายและไม่จ่ายค่าชดเชยอย่างถูกต้องตามราคาตลาด ขณะที่บริษัทเหมืองบอกว่า จ่ายเงินชดเชยให้ชาวบ้านทุกรายตามสมควรแล้วและโครงการนี้ไม่เพียงสร้างงานให้ท้องถิ่นกว่า 2,000 ตำแหน่งแต่ยังสร้างประโยชน์ให้ประเทศด้วย

ความขัดแย้งในโครงการเหมืองและโครงการอื่นๆ ทำให้ฝ่ายจีนหันกลับมาทบทวนตัวเองหรือไม่? ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ Global Times ของจีนเมื่อ 14 ต.ค. 2012 วิจารณ์รัฐจีนของตนว่าการเผชิญหน้าระหว่างชาวบ้านกับโครงการขนาดใหญ่ของจีน ไม่ว่าเขื่อนมิตซอนหรือเหมืองลัดปาดองเป็นผลมาจากการที่โครงการฯของจีนเอาแต่หมกมุ่นกับการตักตวงทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่แยแสกับความรู้สึกของคนท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของทรัพยากรแม้ว่าเขื่อนมิตซอนได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลแต่กลับถูกต่อต้านจากชาวบ้านในพื้นที่เพราะโครงการนี้ล้มเหลวในการพิจารณาผลประโยชน์ของชาวบ้านเป็นที่ตั้งและส่งผลต่อมาทำให้โครงการอื่นๆ ของจีนกลายเป็นเป้าถูกวิจารณ์มากขึ้น เพราะโครงการเหล่านั้นขาดความเข้าใจสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยเฉพาะการมองผลประโยชน์แห่งชาติในสายตาของชาวเมียนมาร์นักข่าวจีนจากหนังสือพิมพ์ Global Timesยังเสนอว่าบรรษัทจีนควรให้ความสนใจกับกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ นอกเหนือจากรัฐบาลและกองทัพเมียนมาร์และควรสื่อสารกับกลุ่มองค์กรเอกชนและชุมชนท้องถิ่นมากขึ้นเพื่อให้โครงการจีนวางอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจจากกลุ่มที่หลากหลายและสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชนมากขึ้น รวมทั้งตอบสนองผลประโยชน์ของรัฐบาลกลาง หน่วยงานภูมิภาคและชุมชนท้องถิ่นไปพร้อมๆ กัน

สำหรับโครงการเหมืองทองแดง แม้ว่า ปลายปีที่ผ่านมา ความรุนแรงถูกคลี่คลายลงเมื่อนางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านเข้ามารับหน้าที่เจรจาเป็นคนกลาง แต่เวลาต่อมาชาวบ้านในพื้นที่กลับรู้สึกผิดหวังต่อผู้นำฝ่ายค้านที่มีท่าทีสนับสนุนรัฐบาลและโครงการของจีน ปัจจุบัน โครงการเหมืองฯยังมีความขัดแย้งอยู่เนืองๆ เมื่อ ส.ค. 2013 ชาวบ้าน 4 คนยังถูกจับกุมและกว่า 15 คนบาดเจ็บจากการปะทะกับตำรวจที่ใช้ความรุนแรงเข้าไปทุบทำลายวัดเพื่อค้นหาผู้ที่ถูกระบุว่ายุยงชาวบ้านให้ต่อต้านหลังจากนั้น ชุมชนท้องถิ่นและองค์กรเอกชนต้องออกแถลงข่าวเรียกร้องให้นางอองซานซูจีออกมาทำให้ชาวบ้านมั่นใจว่าปัญหาจากโครงการฯ ไม่ว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการได้รับค่าชดเชยที่ไม่เป็นธรรมจะได้รับการแก้ไข ขณะที่บริษัทจีนกับรัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลงผ่าน “การถือหุ้นใหม่” จากเดิมที่บริษัทจีนกับบริษัท UMEHLของกองทัพเมียนมาร์ร่วมทุนทั้งหมดไปเป็นให้รัฐบาลเมียนมาร์ถือหุ้น 51% ส่วนบริษัทจีนและหุ้นส่วนบริษัทท้องถิ่นรวมทั้ง UMEHLถือหุ้น 49% พร้อมกับบังคับใช้กฎหมายที่ให้บริษัทต้องนำรายได้ 2% ของกำไรมากระจายให้กับโครงการที่สร้างความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท (corporate social responsibility-CSR) โดยเฉพาะให้กับชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการและบริษัทยังต้องจ่าย 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงระหว่างการผลิตเพื่อป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากลด้วย

ไม่ว่า ความขัดแย้งในโครงการเหมืองฯ จะจบลงอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ การก่อตั้ง “สมัชชาประชาชนลัดปาดอง” ซึ่งอาจชี้ให้เห็นว่า การเริ่มต้นพัฒนา “ประชาธิปไตยในระดับรากหญ้า” ได้เริ่มแตกหน่ออ่อนเติบโตขึ้นแล้ว…