วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องเปิดพื้นที่สาธารณะ สร้างรากฐานประชาธิปไตย

กรณีรายการ "คนค้นฅน" ตอน "ศศิน เฉลิมลาภ 388 กม. จากป่าสู่เมือง" ถูกระงับการออกอากาศ ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9

เมื่อวันเสาร์ที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ล่าสุดนายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท จำกัด บอกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากบริษัท ทีวีบูรพา จำกัด ผู้เป็นเจ้าของรายการส่งเทปรายการล่าช้า จากเดิมต้องส่งก่อนวันออกอากาศ 3 วัน แต่กลับส่งเทปก่อนวันออกอากาศเพียง 1 วัน อีกทั้งขอให้เพิ่มเนื้อหาของผู้ที่เห็นด้วยกับการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ไปด้วย ไม่ใช่มีแต่ฝ่ายคัดค้าน

นายเอนกบอกว่าขณะนี้ทั้งสองฝ่าย มีความเข้าใจตรงกันแล้วว่าจะมีการปรับแก้ไขอย่างไร ดังนั้นจะมีการนำรายการคนค้นฅน ตอน "ศศิน เฉลิมลาภ 388 กม. จากป่าสู่เมือง" กลับมาออกอากาศอีกครั้งในวันที่ 12 ต.ค.นี้ ซึ่งหากใครได้ติดตามทางยูทูปที่ผู้ผลิตรายการนำมาไปโพสต์ไว้ ก็จะรู้ว่ามีความเห็นฝ่ายเดียวตามข้ออ้างของช่อง 9 หรือไม่ เพราะขณะนี้คนนับแสนทั่วประเทศก็ได้ชมผ่านยูทูปไปเรียบร้อยแล้ว แต่กรณีนี้ถือเป็นบทเรียนอีกครั้งของรัฐบาลหรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่เซนเซอร์ความคิดเห็นที่มองว่าเป็นประเด็นการเมือง

บทเรียนครั้งนี้ รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐบาลที่ต้องการปิดหูปิดตาการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองนั้นต้องตระหนักเอาไว้อยู่ตลอดเวลาว่าการปิดกั้นเหมือนในอดีตเป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป และน่าจะรู้กันมานานแล้วว่าการปิดกั้นนั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนเหล่านี้จึงมีความคิดไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเหมือนเมื่อ 10-20 ปีก่อนก่อน ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ตกยุคสมัย และไม่น่าเชื่อว่ายังมีความพยายามเช่นนี้ไม่จบสิ้นจากฝ่ายการเมือง และเป็นเหมือนกันทุกรัฐบาล ทั้งๆที่ชอบอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย

จากกรณีนี้ รัฐบาลและหน่วยงานควรต้องตั้งหลักกันใหม่ ว่าจะบริหารจัดการอย่างไรกับความคิดเห็นที่แตกต่าง เพราะหลังจากนักการเมืองชอบประกาศว่าตัวเองพร้อมปกป้องประชาธิปไตยแล้ว ยังต้องแสดงให้เห็นว่าปกป้องหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย นั่นคือการแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลในพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม ซึ่งหากรัฐบาลหรือหน่วยงานยิ่งปิดกั้น การแสดงความเห็นอาจจะรุนแรงมากกว่าความเป็นจริง และนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงได้โดยง่าย

อันที่จริง ในระบอบประชาธิปไตยมักมีพื้นที่ให้ประชาชน ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลได้แสดงความคิดเห็นเสมอ ทั้งผ่านสื่อของรัฐบาล หรือ ในพื้นที่สาธารณะ เช่น สวนสาธารณะ เป็นต้น ซึ่งการเปิดพื้นที่ให้แสดงความเห็นนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เพราะนอกจากรัฐบาลจะได้รับรู้ความไม่พอใจของประชาชนต่อนโยบายแล้ว ยังเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนประเด็นปัญหาที่ขัดแย้งกัน เหมือนรายการทีวีบางรายการที่ตั้งชื่อว่า"เถียงกันให้รู้เรื่อง" นอกจากจะร่วมกันหาทางออกแล้ว ยังเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย

เราเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ที่มักชอบอ้างความเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่พูดในเวทีต่างประเทศหลายครั้งเรื่องสิทธิทางการเมืองและความเป็นประชาธิปไตย น่าจะมีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องการแสดงความคิดเห็น และต้องดำเนินการอย่างเปิดเผย หากรัฐบาลดำเนินการเป็นแบบอย่างให้กับรัฐบาลชุดต่อๆไป เราเชื่อว่าจะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งต่อระบอบประชาธิปไตยต่อไป และประชาชนจะให้การสนับสนุนในเรื่องนี้อย่างแข็งขัน แต่หากมีการปิดกั้นแล้ว รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่ต่างจากสิ่งที่ตัวเองประณาม