วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แทมมี ดักเวิร์ธ II : นโยบายต่างประเทศสหรัฐเอเชีย VS ซีเรีย

สืบเนื่องจากการที่ ส.ส. แทมมี ดักเวิร์ธ เดินทางมาเยือนประเทศไทยในเดือนสิงหาคมและกันยายน ที่ผ่านมา

ประกอบกับท่าทีของสหรัฐที่มีต่อซีเรียในขณะนั้นทำให้ประเด็นด้านนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นหลักในช่วงตอบคำถามระหว่างการพบปะกับนิสิตนักศึกษาและผู้สนใจ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันที่ 29 สิงหาคม 2556 นอกเหนือจากคำถามเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวในฐานะทหารผ่านศึกและการทำหน้าที่ตัวแทนของประชาชนในสภาคองเกรส

ในฐานะที่เธอมีสายเลือดส่วนหนึ่งเป็นชาวเอเชีย นโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างเอเชียและสหรัฐฯ จึงเป็นหนึ่งในความรับผิดชอบที่เธอพยายามผลักดันให้นโยบายขับเคลื่อนไปในจุดที่เข้มข้นกว่าที่ในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโอบามาในสมัยที่ 2 ชูยุทธศาสตร์ The US Rebalancing toward Asia ซึ่งทำให้เห็นว่าสหรัฐฯ พยายามจะรักษาระดับความสำคัญและความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชียไว้ (และเพื่อรักษาสมดุลทางอำนาจระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในภูมิภาคนี้) ยิ่งทำให้แนวทางในการสานความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ ในแถบนี้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งคุณดักเวิร์ธมองว่านโยบายระหว่างประเทศไม่ควรเน้นแต่เรื่องความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล-รัฐบาล หรือกองทัพ-กองทัพ เท่านั้น แต่ยังควรมองครอบคลุมถึงประเด็นทางเรื่องธุรกิจ การศึกษา การสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นในระดับชุมชน ระดับองค์กรหรือระดับปัจเจกที่มีความสำคัญและมีส่วนอย่างยิ่งในการผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้เดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม คุณดักเวิร์ธได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ ในซีเรียว่า สหรัฐฯ ในฐานะพี่ใหญ่ของโลกซึ่งอยู่ท่ามกลางกระแสกดดันจากนานาชาติรัฐบาลสหรัฐฯ จำเป็นจะต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจกระทำการใด เพราะหากกองทัพสหรัฐเหยียบเท้าเข้าไปในซีเรียแล้ว จะเป็นการยากที่จะถอยกลับดังเช่นประสบการณ์ในอิรักอเมริกาในฐานะประเทศมหาอำนาจมีความรับผิดชอบที่จะต้องหยุดยั้งการกระทำนี้ ซึ่งแตกต่างจากกรณีการป้องกันประเทศจากการโจมตีของกลุ่มผู้ก่อการร้ายอัลเคดาห์

อย่างไรก็ตาม การที่เธอเป็นอดีตทหารผ่านศึกมาก่อน ทำให้เธอตระหนักได้ถึงผลดี ผลเสีย และความโหดร้ายของสงคราม การเป็นทหารนั้น เป้าหมายของชีวิตคือการดำรงชีวิตอยู่วันต่อวัน และเป็นทหารที่ดีของกองทัพ การที่เธอรอดจากสงครามและสามารถเข้ามายืนอยู่ในสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ทำให้เธอแม้จะเป็นสมาชิกฝ่ายเสรีนิยมมีทัศนะว่าการบุกรุกอิรักเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เช่นเดียวกับในกรณีของซีเรีย ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ควรจะสนับสนุนการติดอาวุธของผู้ก่อการร้าย เพราะแม้ในขณะนี้เองก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า กลุ่มคนเหล่านั้นเป็นกลุ่มคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงจริงหรือเป็นเพียงผู้ก่อการร้ายที่ต้องการล้มล้างรัฐบาลเท่านั้น การที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้จะกลายเป็นการบั่นทอนกำลังทางทหารของสหรัฐฯ และสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้ประโยชน์จากการกระทำเช่นนี้

ดังนั้น หากถามเธอในวันนี้ว่าสหรัฐฯ ควรเข้าแทรกแซงการเมืองภายในของซีเรียหรือไม่ คำตอบของเธอคือ “ไม่” อย่างแน่นอน

หลังจากนั้นในที่ประชุมสหประชาชาติเมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมาระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ยืนยันว่าจะเรียกร้องให้รัฐบาลซีเรีย “หยุดการพัฒนา การผลิต การสรรหา หรือการถ่ายโอนอาวุธเคมีไปยังรัฐอื่นหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ” แต่ยังไม่มีการกำหนดมาตรการในการโจมตีซีเรียหากรัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของสหประชาชาติได้ ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเป็นการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หรือการแทรกแซงโดยกองทัพของสหประชาชาติ การกระทำเช่นนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่จะช่วยรักษาหน้าให้กับประธานาธิบดีโอบามาได้มากที่สุดหลังจากการขีด Red Line และขู่ว่าจะโจมตีหากประธานาธิบดีอัสซัดมีการใช้อาวุธเคมีกับประชาชน

ความไม่สอดคล้องกันของการปราศรัยของ ส.ส. สหรัฐฯ และท่าทีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเวทีโลกทำให้ชาวเอเชียต้องจับตากันต่อไปว่าจะต้องมีการปรับตัวเพื่อเตรียมรับกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไรบ้าง

จากสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมาและท่าทีของสหรัฐฯ สามารถบอกเป็นนัยๆ ได้ว่าหากภาพรวมของนโยบายต่างประเทศสหรัฐมุ่งเป้าในการแทรกแซงการเมืองในตะวันออกกลางเช่นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อย่างที่เห็นได้จากการที่สหรัฐฯ พยายามจะรักษาอำนาจในเอเชียไปพร้อมๆ กับการแทรกแซงในอิรักและอัฟกานิสถานยุทธศาสตร์ The US Rebalancing toward Asia จะลดความสำคัญลงไป เนื่องจากกำลังทหารและทั้งสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในปัจจุบันซึ่งต้องจำเป็นต้องห่วงปากท้องของคนในประเทศก่อน ไม่เอื้อให้สหรัฐฯ จับปลาสองมือในเวลาเดียวกันได้ หาไม่แล้วสหรัฐฯ อาจจะต้องเผชิญกับปัญหาภายในประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่ในระยะเวลากว่าครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

ดังนั้น ดูเหมือนว่าแนวทางของรัฐบาลโอบามาในสมัยที่ 2 นี้ยังคงมุ่งเน้นไปทางตะวันออกกลางมากกว่าเอเชียอย่างที่เคยตั้งใจไว้ในตอนแรก