ในการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรม ฉบับ..... พ.ศ. ........ ในวาระที่ 2 มีประเด็นที่ถกเถียงกันในที่ประชุมรัฐสภา
กรณีการอภิปรายของผู้สงวนคำแปรญัตติ (ส.ส. ฝ่ายค้าน และ ส.ว. สรรหาบางส่วน) ได้มีการอภิปรายนอกประเด็น ซ้ำซาก วกไป เวียนมา กล่าวหา เย้ยหยัน เสียดสี เมื่อ ส.ส. ในซีกรัฐบาล ประท้วงประธานรัฐสภา ขอให้ควบคุมการประชุมให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับในการประชุม กล่าวคือ ขอให้ยึดถือกฎเกณฑ์ในการประชุมโดยเคร่งครัด เมื่ออภิปรายไม่ได้ ผู้สงวนคำแปรญัตติก็ตีรวน มีทั้งโห่ฮา ไม่เคารพข้อบังคับ ทุ่มเก้าอี้ ชี้หน้า กรีดร้องโหยหวน พร้อมกับสร้างวาทกรรมว่า เป็นสภาทาส เป็นต้น
องค์กร รัฐสภาเองก็ได้รับความบอบช้ำไม่น้อย ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐสภา เสื่อมทรุด อัปยศ ไม่เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของประชาชน ทั้งๆ ที่เป็นองค์กรที่จะให้สมาชิกรัฐสภาเข้ามาถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผล หักล้างกันด้วยปัญญา ด้วยมันสมอง แบบปัญญาชน เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริงดีกว่าการใช้ความรุนแรง ท่านคงเห็นภาพในสื่อต่างๆ แล้ว เช่น ใช้กำลังเป็นหน้าที่ตำรวจสภาเข้ามาอารักขาประธานรัฐสภา ตำรวจสภาต้องนำ ส.ส. บางท่านออกไปนอกห้องประชุม ส.ส. บางท่านทุ่มเก้าอี้ลงพื้น มีการโห่ฮา มีเสียงกรีดร้อง โหยหวน หรือมี ส.ส. บางท่านเข้าไปต่อว่าประธานรัฐสภาถึงหน้าบัลลังก์เหล่านี้เป็นต้น ล้วนแต่เป็นการใช้ความรุนแรงทั้งสิ้น
พฤติกรรมของสมาชิกรัฐสภา พอจำแนกได้เป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกเป็นฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล พยายามที่จะให้การประชุมหรือการอภิปรายเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม โดยได้มีการประท้วงประธานรัฐสภาเป็นบ้างครั้งเมื่อมีการอภิปรายนอกประเด็น ซ้ำซาก วกไป เวียนมา อันเป็นการผิดข้อบังคับ แต่ก็มีปฏิกิริยาของฝ่ายค้าน โต้ตอบทันที ในที่ประชุมอันทรงเกียรติ กล่าวคือ มีการโห่ฮา กรีดร้องโหยหวน โต้เถียง ประท้วง เสียดสี เย้ยหยันเป็นการตีรอน เสมือนมิให้การประชุมรัฐสภาดำเนินการต่อไปได้ แม้ว่าจะลงมติผ่านวาระ 2 ไปได้ แต่ก็ทุลักทุเลเต็มทน
พวกเราชาวบ้านก็ได้มีการอภิปรายกันนอกที่ประชุมรัฐสภา ที่หน้าจอทีวีบ้าง ตามร้านกาแฟหรือสถานที่ต่างๆ ที่เปิดทีวีให้ชมรายการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาการร่างแก้ไขรัฐธรรมว่าด้วย ที่มาของ ส.ว. คอการเมืองบางรายก็นำเอาไปอภิปรายต่อในครอบครัวอีกต่างหาก ว่าต้อง อย่างนี้ อย่างนั้น จึงจะถูกต้องกล่าวโดยรวบรัด
ชาวบ้านก็มีความเห็นไม่เหมือนกัน กล่าวคือ แฟนคลับของฝ่ายใดก็เชียร์ฝ่ายนั้น เช่น แฟนคลับของรัฐบาลก็บอกว่า การอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ต้องอยู่ในขอบเขตของข้อบังคับการประชุม มิฉะนั้นแล้ว บ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าไม่ยึดหลักเกณฑ์ของสังคมเป็นหลัก และคนที่จะเป็น ส.ว.จะต้องมาจากประชาชน เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย
ส่วนแฟนคลับอีกฝ่ายหนึ่ง ก็คือฝ่ายค้านนั่นแหละ ก็ว่า การแก้ไขร่างรัฐธรรมดังกล่าวนี้ มีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยคนทำผิดให้ไม่ต้องรับผิด ฝ่ายค้านเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อถูกขัดขวางมิให้มีการอภิปราย จึงต้องกดดัน ให้รัฐสภายินยอม ให้มีการอภิปรายให้ได้ ถึงแม้ว่าจะมีการละเมิดข้อบังคับการประชุม ก็ต้องยอม เท่ากับว่าฝ่ายค้านได้ต่อสู้ถึงที่สุดแล้ว ที่ไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนที่มาของ ส.ว. นั้นไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะ ส.ว. จะต้องเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความซื่อสัตย์ มาปฏิบัติหน้าที่ จึงมาจากการสรรหา หรือ แต่งตั้งก็ได้
จับชีพจรชาวบ้านดูก็พอรู้ว่า มีชุดความคิดอยู่ 2 ชุด อยู่ในกลุ่มประชาชน กล่าวคือ ชุดความคิดแรก ให้เคารพกฎเกณฑ์กติกาของสังคม และยึดถือประชาชนเป็นหลักในการได้มาของ ส.ว. ส่วนอีกชุดความคิดหนึ่ง คือ ถ้าไม่ได้ทำอะไรตามความต้องการ ก็จะใช้วิธีกดดันเพื่อให้ได้ทำในสิ่งต้องการ ถึงแม้ว่าจะละเมิดกฎเกณฑ์ก็ต้องยอม
ส่วนการได้มาของ ส.ว. ไม่จำเป็นต้องมาจากประชาชน มาจากสรรหาหรือแต่งตั้งก็ได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่สามารถ นำไปถกเถียงกันได้ในวงสังคมต่อไป แต่ก็จะไปถึงจุดชี้ขาดเมื่อวันเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะมาถึงแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว คงไม่เกิน 2 ปี และแน่นอนว่า ว่าแฟนคลับฝ่ายใด ก็สนับสนุนฝ่ายนั้นแทบไม่ต้องอธิบายเหตุผลเลย แต่ต้องไม่ลืมว่า ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งยังมิได้เป็นแฟนคลับกับชุดความคิดใดหรือที่เรียกว่า "พลังเงียบ" ซึ่งมีอยู่มากพอสมควรในสังคมไทย หากพลังเงียบเหล่านี้หันไป สนับสนุนชุดความคิดใดชุดความคิดหนึ่ง ถึงขนาดได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งก็แปลได้ว่าประชาชนได้มอบฉันทะให้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินอันเป็นสุดยอดความปรารถนา ของนักการเมืองในระบบประชาธิปไตย มิใช่หรือ
แล้วพลังเงียบ ว่าไง ?









