กระแสแรงจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการอภิปรายแถลงผลงาน ปีที่ 1 (ระหว่างวันที่ 23 สค. 2554 - 23 ส.ค. 2555)
ของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเเละรมว.กลาโหม (ผู้ซึ่งอยู่ร่วมประชุมในสภาฯ น้อยกว่านายกรัฐมนตรีหลายสมัยที่ผ่านมา) เปิดประชุมมาสองวันแล้ว ยังคงเป็นรอบที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล อภิปรายแถลงผลงานอยู่ ประเด็นหลักๆ ก็หนีไม่พ้น โครงการประชานิยมหลากหลาย ที่รัฐบาลระบุว่า ล้วนทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้น
อย่างโครงการ"รับจำนำข้าว" ที่หลายคนทราบกันดีว่ามีปัญหาระหว่างเส้นทางการรับจำนำ หลายประเด็น รวมทั้งประเด็นทุจริตคอร์รัปชันก็มีจนนับไม่ถ้วน แต่รัฐบาลก็ยังคงแถลงชี้แจงความสำเร็จอย่างภาคภูมิ ตามคำกล่าวของ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ วานนี้ (25 ก.ย.) ในการแถลงผลงานรัฐบาลรอบ 1 ปี ว่า ถึงแม้หลายฝ่ายจะกล่าวโจมตี โครงการรับจำนำข้าว แต่รัฐบาลยังคงยืนยันว่า "รับจำนำข้าว" เป็นโครงการที่มีประสิทธิภาพ และชาวนาได้รับประโยชน์
"รัฐบาลสามารถเพิ่มรายได้ให้กับชาวนาได้มากถึงปีละ 1.43 ล้านบาทต่อครัวเรือน หรือเฉลี่ยต่อคนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 6.6 หมื่นบาท เมื่อดูจำนวนคนจนในประเทศปีล่าสุด พบว่ามีอัตราคนจนลดน้อยลง และช่วยกระตุ้นจีดีพีของประเทศได้ร้อยละ 1" รองนายกฯท่านนี้ ยังระบุด้วยว่า โครงการรับจำนำข้าวถือเป็นโครงการทางเลือก และไม่ได้เป็นการทำลายกลไกในตลาดแต่อย่างใด!... " นายนิวัฒน์ธำรง ย้ำหนักแน่น ขณะที่ก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายตั้งคำถามมากมาย
โครงการรับจำนำข้าว ประชาชนรากหญ้า ชาวนา เกษตรกร มีรายได้เพิ่มขึ้นมากจริงหรือ?
เท่าที่ได้สัมผัสจากประสบการณ์ตรง ชาวบ้านที่ได้ประโยชน์จากโครงการรบจำนำข้าว ล้วนเป็นชาวบ้านที่ดำเนินธุรกิจโรงสี และคนกลางผู้รับซื้อข้าวมาเข้าโครงการรับจำนำ หากหลายคนมีโอกาสได้เดินทางผ่านไป-มา ระหว่างกรุงเทพฯ-ภาคอีสาน จะเห็นความแตกต่างเลยว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุด คือ "ขนาดโรงสี" ที่ขยายกิจการใหญ่โตมโหฬาร กว่า 2-3 เท่าตัว และคิวรถบรรทุกสิบล้อขนข้าว ที่รอคิวขนส่งข้าว สะท้อนภาพธุรกิจ "เถ้าแก่" รวยชัดเจน
ขณะที่"ชาวบ้านผู้เป็นเกษตรกร"ตัวจริงเสียงจริง มีสภาพไม่ต่างจากเมื่อหลาย 10 ปีก่อนหน้านี้ บ้านเรือนยังคงลักษณะเดิม แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเข้ามา คือ ยานพาหนะ มอเตอร์ไซค์ และรถเก๋ง รถกระบะ จอดในบ้านเพิ่มขึ้น
ขอถามสักนิดว่า.. ดัชนีรถเก๋ง รถกระบะ และมอเตอร์ไซค์ คือสิ่งสะท้อนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชาวบ้านจริงหรือ? มันน่าจะเป็นดัชนีธุรกิจเติบโตมโหฬารของ นายทุนเจ้าขอกิจการเป็นหลัก ในทางกลับกัน การใช้รถส่วนบุคคล สำหรับชาวบ้านเกษตรกร มีความจำเป็นเพียงใด ขณะที่คุณภาพชีวิตในมุมสังคม อย่างเรื่องการศึกษา กลับส่วนทางกัน โรงเรียนประถม ในพื้นที่ห่างไกล หลายอำเภอ ในพื้นที่ภาคอีสานต้องปิดตัวลง เนื่องจากจำนวนนักเรียนมีน้อย ไม่คุ้มต่อการเปิดดำเนินการ แต่ทำไม..รัฐบาลไม่ส่งเสริม..
เห็นเรื่องนโยบายปิดโรงเรียนเด็กๆ ในชนบท ยิ่งทำให้อดคิดไม่ได้ว่า.. รัฐบาลนี้ส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชน บนพื้นฐานเรื่องของวัตถุและแนวคิดแบบทุนนิยมสุดโต่ง มองข้ามการส่งเสริมคุณค่าความเป็นมนุษย์ คุณค่าความเป็นคนที่ต้องปลูกฝังผ่านระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ดีและเท่าเทียม..
ในทางตรงข้าม การส่งเสริมของรัฐบาลสำหรับการศึกษาเด็ก กลายเป็นการ "แจกแทบเล็ต" วัตถุเทคโนโลยีที่มาพร้อมคำถามว่า.. มันจำเป็นสำหรับเด็กๆ ในสังคมยากไร้ มากกว่าการเรียนการสอนที่ดีและเท่าเทียม จริงหรือ?









