เมื่อก๊าซเรือนกระจกถูกปล่อยสู่บรรยากาศแล้ว จะกำจัดได้อย่างไร
ในตอนที่แล้ว ผมได้เขียนถึงการดักจับคาร์บอนแล้วกักเก็บไว้ใต้ดินโดยไม่ปล่อยโอกาสให้คาร์บอนถูกปล่อยออกมาสู่บรรยากาศด้วยโดยเทคโนโลยีที่เรียกว่าCCS ในตอนนี้ เนื้อหาจะเป็นการจัดการกับก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยกระจายออกสู่บรรยากาศแล้ว ให้กลับมาให้อยู่ในรูปที่ไม่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนอีกต่อไป
เมื่อก๊าซเรือนกระจกถูกปล่อยสู่บรรยากาศแล้ว ก๊าซแต่ละชนิดก็จะถูกเปลี่ยนรูปหรือกำจัดให้หมดไปตามวิถีของธรรมชาติ เช่น ก๊าซมีเทนจะทำปฏิกิริยากับอนุมูลอิสระของไฮดรอกซิล (Hydroxyl radical หรือ OH•) ที่มีอยู่มากมายในบรรยากาศ ทำให้ก๊าซมีเทนส่วนใหญ่ถูกทำลายหรือเปลี่ยนเป็นสารอื่นภายในเวลาประมาณสิบกว่าปี ก๊าซไนตรัสออกไซด์ส่วนใหญ่อยู่ในบรรยากาศประมาณ 110 ปี โดยจะถูกทำลายในบรรยากาศชั้นบน ส่วนก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญที่สุดนั่นคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้น ประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ถูกปล่อยออกมาสู่บรรยากาศจะถูกดูดกลับโดยระบบการสังเคราะห์แสงของพืชและการละลายในน้ำทะเลภายในระยะเวลาประมาณร้อยปี ประมาณร้อยละ 20 จะคงอยู่ในบรรยากาศได้นานประมาณกว่าพันปี
การที่ก๊าซเรือนกระจกจะอยู่ในบรรยากาศยาวนานเพียงใด (และจะส่งผลต่อภาวะโลกร้อนมากน้อยเพียงใด) หลักๆ ขึ้นอยู่กับสมดุลระหว่างอัตราการถูกกำจัดและอัตราการปล่อย ซึ่งสถานการณ์โลกปัจจุบัน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้จากกิจกรรมของมนุษย์มีมากเกินกว่าอัตราการกำจัด ผลก็คือการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ การเกิดภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่กำลังเป็นปัญหาอยู่นั่นเอง
แล้วเราจะสามารถทำให้อัตราการกำจัดก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศเพิ่มมากขึ้นอีกได้หรือไม่
คำตอบก็คือ ทำได้น้อยมาก ปัจจุบัน มนุษย์ยังไม่มีวิธีในการกำจัดก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์ออกมาจากบรรยากาศได้ เราทราบเพียงว่ามีจุลินทรีย์บางชนิดในดินป่าสามารถย่อยสลายก๊าซสองชนิดนี้ได้ และมันก็ทำหน้าที่ในการกำจัดก๊าซสองชนิดนี้อย่างขยันขันแข็งตลอดมา แต่ด้วยกำลังอันน้อยนิด ปริมาณที่มันกำจัดได้เมื่อเทียบกับปริมาณที่มนุษย์ปล่อยออกมา ก็ยังไม่มากพอที่จะช่วยลดปริมาณมีเทนและไนตรัสออกไซด์ในบรรยากาศได้เพียงพอ อีกทั้งพลังของจุลินทรีย์เหล่านี้นับวันก็ยิ่งลดน้อยถอยลง เพราะมนุษย์ไปทำลายป่าธรรมชาติที่เป็นที่อยู่อาศัยของพวกมันอีกทั้งมีการใช้สารเคมีต่างๆ ที่มีผลไปยับยั้งการทำงานของพวกมันด้วย
ส่วนการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจากบรรยากาศที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สุดก็คือ การสังเคราะห์แสงของพืชทั้งบนบกและในทะเล ในแต่ละปี มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณจำนวนหลายร้อยเท่าของการปล่อยโดยกิจกรรมมนุษย์ถูกหมุนเวียนระหว่างระบบนิเวศบนโลกกับบรรยากาศผ่านการทำงานของพืชเหล่านี้ กระบวนการสังเคราะห์แสงจึงเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศในปัจจุบัน การปลูกป่าแบบถาวรจึงเป็นการช่วยเปลี่ยนรูปคาร์บอนจากในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศให้มาอยู่ในรูปสารประกอบคาร์บอนต่างๆ ในชีวมวล เป็นการช่วยกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นอย่างดี
การปลูกต้นไม้และการปลูกป่า เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาเนิ่นนานจึงไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่อะไร แน่นอนว่าช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อย่างแน่นอน แต่การปลูกป่าก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนให้หมดไป ทั้งนี้เป็นเพราะว่าต้นไม้นั้นใช้เวลานานในการเจริญเติบโต อีกทั้งต้องใช้พื้นที่มากมายเพื่อการปลูกป่าทั่วโลกถึงจะมีผลอย่างมีนัยต่อปริมาณคาร์บอนในบรรยากาศ แต่นักวิทยาศาสตร์มองว่า การปลูกป่าเป็นแนวทางที่สำคัญที่ใช้ประกอบกับแนวทางอื่นๆ ในการช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศได้ มีการประมาณกันว่า พื้นที่ปลูกป่าแบบถาวร ที่จะทำให้มีผลต่อปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศได้ น่าจะอยู่ประมาณหนึ่งล้านตารางกิโลเมตร (พื้นที่ประมาณ 2 เท่าของประเทศไทย) แต่ปัญหาที่ทั่วโลกที่ยังแก้ไม่ตกคือ ในแต่ละปี โลกสูญเสียพื้นที่ป่าไปเป็นจำนวนมาก การปลูกป่าเพื่อชดเชยกับพื้นที่ป่าที่เสียไปยังทำไม่ได้ แถมยังต้องใช้เวลากว่าป่าจะโตและมีประสิทธิภาพพอในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การเพิ่มพื้นที่ป่าของโลกให้ได้ตามเป้า ยิ่งเป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีก
ประเด็นการลดการสูญเสียพื้นที่ป่าและการอนุรักษ์รักษาป่าเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก เป็นประเด็นที่พูดคุยกันมานานในเวทีการเจรจาโลกร้อน และมีแนวโน้มสูงว่า โลกจะปรับเอาแนวทางนี้มาเป็นหนึ่งในกลไกความร่วมมือ (รู้จักกันในชื่อเรดด์พลัส : REDD+) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
นอกเหนือจากการกำจัดคาร์บอนด้วยการสังเคราะห์แสงของพืชและการกำจัดก๊าซอื่นๆ โดยจุลินทรีย์หรือปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศตามธรรมชาติแล้ว ผมนึกไม่ออกว่ามนุษย์เรารู้จักวิธีในการกำจัดก๊าซเรือนกระจกจากบรรยากาศได้ด้วยวิธีอื่นๆ อีกคงได้แต่รอว่ามนุษย์จะสามารถคิดค้นวิธีการและเทคโนโลยีอะไรที่จะสามารถช่วยกำจัดก๊าซเรือนกระจกจากบรรยากาศให้ได้มากพอที่จะลดหรือบรรเทาภาวะโลกร้อนลงไปได้บ้าง นอกจากการปลูกป่า การรักษาและอนุรักษ์พื้นที่ป่าของโลกไม่ให้ลดลงไปมากกว่านี้ ดูเหมือนว่าเราไม่มีวิธีการอื่นเลยที่จะกำจัดก๊าซเรือนกระจกออกจากบรรยากาศได้ แผนสำรองในการจัดการกับก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกไปแล้วจึงยังไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรม ดังนั้น การป้องกันในขั้นแรกที่ไม่ให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศ (ไม่ว่าด้วย CCS หรือวิธีอื่นใด) ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ได้ผลมากที่สุด









