การเมืองกัมพูชา จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อเสียงของคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง
กำลังแสดงตนอย่างเข้มข้น
นายกฯ ฮุนเซน ที่ปกครองประเทศมา 28 ปี น่าจะเริ่มนับถอยหลังให้กับตัวเองได้แล้ว หากไม่ต้องการถูกขับไล่โดยประชาชน ที่ไม่ยอมให้เขาควบคุมกลไกรัฐอย่างเหนียวแน่น จนสามารถกำหนดผลการหย่อนบัตรเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา
การเลือกตั้งครั้งล่าสุด พิสูจน์แล้วว่า แม้รัฐบาลฮุนเซน จะได้เปรียบในทุกด้าน แต่ประชาชนคนเขมรก็ได้แสดงความไม่พอใจกับระบบเดิมอย่างชัดเจน
แม้ว่าจะไม่มีการโกงกินอย่างกว้างขวาง ฝ่ายค้านที่นำโดย สม รังสี ก็ยังสามารถได้ที่นั่งถึง 55 ที่นั่ง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลได้ 68 ที่นั่ง ซึ่งเท่ากับเป็นการสะท้อนถึงความไม่พอใจอย่างมากของชาวบ้านในระดับสูง
เพราะว่าก่อนเลือกตั้ง พรรค CPP ของฮุนเซน มีที่นั่งในสภา 90 ที่นั่ง ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน CNRP ที่มี สม รังสี เป็นแกนนำ มีเพียง 29 ที่นั่งเท่านั้น
ยิ่งไปดูคะแนนรวม หรือ popular votes แล้ว ก็ยิ่งเห็นชัดถึงแนวโน้มของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา
พรรครัฐบาลได้ 48.83% (3,235,969 คะแนน) ขณะที่พรรคฝ่ายค้านได้ 44.46% (2,946,176 คะแนน) ซึ่งต้องถือว่าสูสีคู่คี่กันอย่างยิ่ง
สม รังสี ยืนยันว่า หากไม่มีเรื่องฉ้อฉลโกงคะแนนกัน พรรคฝ่ายค้านชนะเลือกตั้งครั้งนี้และคนเป็นนายกฯ ไม่ใช่ ฮุนเซน หากแต่เป็นเขาต่างหาก
ฮุนเซน ยอมให้ กกต. ของเขมรนับคะแนนใหม่ ซึ่งผลออกมาก็เป็นไปอย่างที่รัฐบาลต้องการ แต่เขาไม่ยอมให้องค์กรอิสระจากต่างประเทศมาสอบสวนทวนความ เพื่อจะได้เข้าไปตรวจสอบทุกรายละเอียดของการนับคะแนน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่ายค้านจึงใช้วิธีประท้วง ด้วยการบอยคอตไม่เข้าร่วมประชุมวันเปิดสภาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อฟ้องประชาชนคนเขมรและชาวโลก ว่าการเมืองเขมร ยังสกปรกโสมม และจำเป็นที่จะต้องมีการยกเครื่องครั้งใหญ่
กษัตริย์ นโรดม สีหมุนี ทรงพยายามไกล่เกลี่ย ด้วยการเชิญ ฮุนเซน กับ สม รังสี มาพบปะเจรจาหาทางออกร่วมกัน พบกันสองครั้ง แต่ก็ตกลงกันไม่ได้ เพราะว่า ฮุนเซน ยืนกรานว่าตัวเองจะไม่ยอมให้มีการตรวจสอบคะแนนการเลือกตั้งจากหน่วยงานที่มาจากต่างประเทศ เหตุเพราะไม่สามารถควบคุมให้เป็นไปตามที่ตนต้องการได้
ขณะที่ เจ้านโรดม สีหมุนี ทรงปราศรัยเปิดสภา โดยมีเพียง ส.ส. รัฐบาล 68 คน และที่นั่งของ ส.ส.ฝ่ายค้านว่างเปล่า ตัวแทนของพรรค CNRP ทั้ง 55 คนไปทำพิธีของตนเองที่นครวัด จังหวัดเสียมเรียบ โดยประกาศว่าจะไม่ยอมร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับรัฐบาล ตราบเท่าที่ความยุติธรรมยังไม่เกิดขึ้น
ผู้นำฝ่ายค้าน สม รังสี บอกว่า การที่สภาเปิดโดยไม่มีฝ่ายค้านร่วมด้วยนั้น ย่อมถือเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ถือว่ายังไม่มีสภาอย่างเป็นทางการ
เพราะว่ารัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาเป็นระบบ “หลายพรรคการเมือง” มิใช่มีพรรคการเมืองพรรคเดียว และประชาชนคนเขมร จะต้องมีตัวแทนของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในสภา จึงจะถือว่าเป็นรัฐสภาที่ถูกต้องตามกฎหมาย
การเมืองเขมรกำลังติดหล่ม และหากว่า ฮุนเซน ยังดื้อรั้นที่จะเดินหน้าด้วยกฎกติกาเก่าๆ เพื่อให้ตนเองยังอยู่ในอำนาจต่อไป ทำนายได้เลยว่าความเปลี่ยนแปลงที่เข้มข้นกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
หวังแต่เพียงว่าจะไม่มีความรุนแรงเท่านั้น
เพราะว่า...คนเขมรต้องเผชิญกับความขัดแย้ง ที่หนักหน่วงและเจ็บปวดมายาวนานในประวัติศาสตร์... มามากเกินพอแล้ว









