ในวันที่ 21 กันยายนของแต่ละปีองค์การสหประชาชาติจะร่วมกันสะท้อนและทบทวนเกี่ยวกับโอกาสและความเป็นได้ของการสร้างและรักษาสันติภาพที่มีอยู่ในโลก
โดยได้จัดวันสันติภาพสากลขึ้นครั้งแรกในปีพ.ศ.2525 (ค.ศ.1982) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของแนวคิดเกี่ยวกับสันติสุขภายในประเทศ สังคม และประชาชนจากทั่วทุกมุมโลก แต่สิ่งที่เราเข้าใจหรือให้ความหมายอย่างแท้จริงเกี่ยวกับ “สันติภาพ” คืออะไรบ้าง? เราจะบรรลุสิ่งเหล่านี้ทั้งภายในครอบครัว ชุมชน และประเทศของเรา ตามที่เราใช้ชีวิตอยู่ ณ ปัจจุบันได้อย่างไร?
นายบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “สันติภาพย่อมไม่เกิดขึ้นจริง ถ้ายังไม่มีการพัฒนา ... หากไม่มีการพัฒนา ก็ย่อมไม่มีสันติภาพ...และหากไม่มีการเคารพสิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม สันติภาพก็ย่อมไม่เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง” ในวันสันติภาพสากล เราจึงควรร่วมรำลึกถึงสันติภาพและการพัฒนาของมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีลักษณะเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ “สันติภาพ” มิใช่เพียงผลสำเร็จที่มองเห็น ณ จุดปลายทาง แต่เป็นสิ่งสำคัญในส่วนแรกๆ และอยู่อันดับต้นๆ ในการกระบวนการซึ่งต้องการการลงทุนของประชาชนและรัฐบาลอย่างเต็มที่เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับตนเอง ชุมชน และประเทศของตนเอง
โดยที่มีฐานมาจากการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนซึ่งมีประเด็นหลักสู่การสร้างสันติภาพซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน การสร้างสันติภาพถือเป็นความรับผิดชอบร่วม และเพื่อให้เราสามารถมีสันติภาพได้อย่างแท้จริง เราจะต้องร่วมแสดงพลังร่วมที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลาย การยอมรับการต่อสู้ของบุคคล ตลอดจนคุณค่าและพฤติกรรมการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณี และการสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ควบคู่กับการสร้างความเคารพและการยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน
ประเทศไทยให้ความสำคัญกับประเด็นด้านการพัฒนา สันติภาพ และสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมาก โดยได้นำไปบรรจุและแสดงไว้ในวาระการปฏิบัติงานทั้งในระดับชาติ และระดับนานาชาติ ซึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวไว้ในถ้อยแถลงที่เน้นย้ำถึงการดำเนินงานของประเทศไทยซึ่งให้ความสำคัญกับกระบวนการสร้างสันติภาพเป็นอย่างมาก โดยรัฐบาลไทยได้จัดกิจกรรมอย่างเป็นทางการเพื่อรณรงค์และสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะตามประเด็นของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยกล่าวว่า “เราเชื่อมั่นว่าประเด็นด้านสันติภาพ และความมั่นคง จะเป็นประเด็นที่สนับสนุนหรือเสริมซึ่งกันและกันกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นส่วนที่จำเป็นต้องทำร่วมกัน และทำอย่างประณีต สมบูรณ์ และลึกซึ้ง”
ดังนั้น ประเทศไทยจึงถือว่ามีคุณูปการที่สำคัญยิ่งต่อภารกิจการสร้างสันติภาพของสหประชาชาติซึ่งเกิดขึ้นในที่ต่างๆ ทั่วโลก อาทิ ที่ผ่านมาในประเทศติมอร์เลสเต้ (ติมอร์ตะวันออก) หรือที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันในดาร์ฟูร์ ประเทศซูดาน ประเทศไทยได้พิสูจน์ถึงความจริงจังและจริงใจในการปฏิบัติงานดังกล่าว โดยการดูแลผู้ลี้ภัย และผู้แสวงหาที่พักพิงที่อพยพมาจากประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ มาโดยตลอด และในปีพ.ศ.2553 (ค.ศ. 2010) ประเทศไทยได้รับการเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างคณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนชุดหนึ่งมีสมาชิกจำนวน 47 ประเทศสมาชิก พร้อมกับเข้าไปมีบทบาทในคณะกรรมการด้านสถานะสตรี ประเทศไทยแสดงออกถึงความสนใจที่จะขอต่อวาระการดำรงตำแหน่งสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติสมัยที่ 2 ซึ่งก็มีเสียงสนับสนุนและยกย่องพร้อมๆ กับการที่ประเทศไทยให้สัตย์ปฏิญาณพร้อมกับแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่า จะดำเนินนโยบายและรูปธรรมต่างๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานที่สูงที่สุดสำหรับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั้งภายใน และนอกประเทศ
แต่แน่นอนว่าในการดำเนินงานทุกอย่างล้วนมีปัญหา อุปสรรค และข้อท้าทาย เช่นเดียวกันกับหลายๆ ประเทศทั่วโลก ในส่วนของประเทศไทยก็เผชิญกับสถานการณ์การแตกแยก และแบ่งฝ่ายทางการเมือง ตลอดจนความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและรูปแบบของสังคม อีกทั้งวิวัฒนาการต่างๆ ]
ดังนั้น ในโอกาสของวันสากลเพื่อสันติภาพ จึงขอให้เราได้ร่วมกันเน้นย้ำถึงการร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์สำหรับอนาคต พร้อมกับร่วมแลกเปลี่ยนถึงแนวทางที่ประเทศจะสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมีเอกภาพ การสร้างหรือยอมรับอัตลักษณ์ที่แตกต่างหลากหลาย รวมถึงความคิดเห็นและแนวความคิดต่างๆ เราต่างล้วนมีบทบาทในการสร้างสันติสุข โดยที่จะต้องพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้งต่างๆ ด้วย ในส่วนของภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ตลอดจนระบบการศึกษา และผู้นำศาสนา ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันท้องถิ่น ตลอดจนประชาคมนานาชาติ ก็สามารถมีคุณูปการต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมหรือเอื้อให้เกิดสังคมที่มีสันติสุข การศึกษาเกี่ยวกับสันติภาพสามารถเรียนรู้จากการศึกษาทางประวัติศาสตร์รวมทั้งการสร้างวัฒนธรรมสันติภาพให้เกิดขึ้นผ่านขนบธรรมเนียมทั้งที่ถือปฏิบัติกันมาแต่ดั้งเดิมและวัฒนธรรมสมัยนิยม ซึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาและการสร้างโอกาสที่เสมอภาคเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน
ในโอกาสของวันสันติภาพสากล จึงขอเชิญชวนทุกท่านเป็นพลังร่วมสร้างสังคมสันติสุขให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และเป็นตัวอย่างของความพยายามในภูมิภาคนี้ ตลอดจนการแสดงถึงการเป็นประเทศที่มีความสมัครสมาน รักใคร่ปรองดอง ซึ่งทำให้ประชาชนทั้งหมดได้รับการพัฒนา และมีความมั่นคงในชีวิต ในขณะที่พวกเขาได้รับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนควบคู่ไปด้วย






