ยอดขายขนมไหว้พระจันทร์ที่เมืองจีนปีนี้ตกฮวบฮาบ เหตุเพราะประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน
ประกาศรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
ขนมไหว้พระจันทร์เกี่ยวอะไรกับการฉ้อราษฎร์บังหลวง?
ที่เกี่ยวกันโดยตรงก็เพราะที่ผ่านมา หากใครต้องการจะให้เงินใต้โต๊ะ หรือสินบนแก่ข้าราชการหรือนักการเมือง ก็จะส่งขนมไหว้พระจันทร์ไปให้
ในกล่องแอบยัดไส้ทอง และเงินสดเป็นปึกๆ กันทีเดียว
เป็นที่รู้กันในแวดวงของการ “ส่งส่วย” ให้กับผู้มีอำนาจในบ้านเมืองว่าหากจะตอบแทน หรือแสวงหาสิทธิพิเศษจากข้าราชการ หรือผู้มีตำแหน่งแห่งหนในรัฐบาล หรือพรรคคอมมิวนิสต์จีนแล้วไซร้ หนึ่งในวิธีการให้สินบน คือ การ “ยัดไส้” ขนมไหว้พระจันทร์นี่แหละ
เป็นวิธีการที่รู้ๆ กันในวงการ และ เมื่อ สี จิ้นผิง ต้องการจะแสดงว่าจะจัดการกับเรื่องโกงกินของผู้หลักผู้ใหญ่ ก็จะต้องเริ่มต้นที่ “ของขวัญ” หรือ “ของชำร่วย ” ที่กลายเป็นทางผ่านของความฉ้อฉลภายในประเทศ
เหมือนในเมืองไทยที่นักการเมือง หรือข้าราชการได้รับรถคันใหม่จากพ่อค้า...ขับรถไปส่งถึงบ้าน แล้วก็มอบกุญแจให้หน้าตาเฉย
หรือที่ทำเป็น “เช่า” พระเครื่องกันในราคาจากหลายล้านเป็นหลายสิบล้านบาท
หรือทำเป็นเล่นกอล์ฟแพ้ในสนาม เพื่อจะได้จ่ายเงินเป็นก้อนใหญ่ๆ ให้กับนักการเมืองหรือข้าราชการ
หรือไม่ก็อ้างว่าไปเล่นการพนันต่างประเทศได้เงินได้ทองมาก้อนใหญ่ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว นั่นคือ เงินจ่ายใต้โต๊ะจากนักธุรกิจหรือคนที่ต้องการได้อภิสิทธิ์ผ่านคนมีตำแหน่งทางการ
ตั้งแต่ สี จิ้นผิง ประกาศ “กฎเหล็ก 8 ข้อ” เพื่อปราบปรามพฤติกรรมฉ้อราษฎร์บังหลวงมาเมื่อปีที่แล้ว ภัตตาคารหรูๆ ทั่วประเทศบ่นกันตรึมว่ายอดขายลดลงอย่างมาก เพราะการจองอาหารเลี้ยงผู้หลักผู้ใหญ่หดหายไปหมด
คำสั่งของท่านประธานาธิบดี ห้ามงานเลี้ยงที่มีลักษณะเลี้ยงดูปูเสื่อ หรือสั่งอาหารสิบยี่สิบอย่างเต็มโต๊ะ เพื่อเอาใจคนสำคัญ ที่สามารถช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นการพิเศษให้
อีกทั้งยังห้ามการให้ของขวัญราคาแพง แก่ผู้มีตำแหน่งในราชการหรือพรรค รวมไปถึงการไม่ให้กะเกณฑ์ชาวบ้านหรือเด็กๆ ไปรับข้าราชการผู้ใหญ่ ที่ไปเยี่ยมเยือนต่างจังหวัดอย่างที่เคยทำ
แต่ก็ยังทำกันอยู่ในประเทศไทย
ธรรมเนียมประเพณีที่ผ่านมา ช่วงปีใหม่และวันไหว้พระจันทร์ เป็นโอกาสที่จะ “ยัดไส้” ของแพงๆ หรือเงินสดให้กับผู้มีอำนาจในทุกระดับของจีน
เป็นที่รู้กันว่า ผู้น้อยจะต้องไปหาผู้ใหญ่ด้วยกล่องขนมไหว้พระจันทร์ และหากใครไร้เดียงสา ในกล่องนั้นมีแต่เพียงขนมอย่างเดียว ไม่มี “ของพิเศษ” ไม่ว่าจะเป็นทองหรือเงินสดหรือของมีค่า ผู้รับจะต้องรู้สึกว่าผู้ให้ขาดเสียซึ่งความเข้าใจวัฒนธรรมสังคมของจีน อย่างให้อภัยไม่ได้กันทีเดียว
เพราะนี่คือการ “รู้เท่าทัน” เพื่อความเจริญก้าวหน้าของคนจีนทั่วไปในอดีต ใครตามไม่ทันก็จะกลายเป็นคนนอกคอก ที่ไม่อาจจะหวังความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่งานการได้เลย
ผมยังไม่ได้ยินเจ้าหน้าที่รัฐจีน ที่ออกมาวิเคราะห์ว่า มาตรการเข้มงวดของท่านผู้นำคนใหม่ จะมีผลต่ออัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ของประเทศ เพราะว่าทำให้การค้าขายทั่วประเทศเกิดอาการสะดุด เนื่องจากธุรกิจบริการหลายด้านมีอันต้องชะงัก ยอดขายหดตัว เพราะว่าไม่มีใครกล้าซื้อข้าวของราคาแพงๆ เพื่อส่งมอบให้กับท่านผู้ใหญ่ของบ้านเมือง
แต่ผมเชื่อว่า คนที่เคยได้ และไม่ได้ของขวัญใต้โต๊ะ (ความจริงในเมืองไทยเดี๋ยวนี้วางบนโต๊ะกันอย่างโจ๋งครึ่มแล้ว) จะต้องดิ้นรนหาทางแก้กฎเหล็กของ สี จิ้นผิง กันจ้าละหวั่น
เพราะว่าไม่อยากจะ “อดอยากปากแห้ง” อย่างที่นักการเมืองไทยเราเคยกล่าวเอาไว้เป็นสัจธรรม...นั่นเอง









