จะพิจารณา พ.ร.บ. กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หรือ ร่าง พ.ร.บ. ให้กระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง
พ.ศ. .. ร่างกฎหมายนี้ นำเสนอโดยฝ่ายบริหาร โดยการลงทุนส่วนใหญ่จะนำไปใช้เกี่ยวกับการพัฒนาขนส่งด้วยระบบราง ผ่านรูปแบบการลงทุนแบบใหม่ร่วมกับเอกชน PPP (Private-Public Partnership) โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อรองรับรูปแบบการลงทุนดังกล่าว ตามร่าง พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนกับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ... ยกเลิก พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการงานในกิจการของรัฐ 2535 และได้เปลี่ยนระบบการบริหารจัดการและให้อำนาจหน่วยงานรับเข้าร่วมทุนกับเอกชนตามรูปแบบ PPP
>>> ร่างกฎหมายดังกล่าว ก่อผลกระทบเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ได้เสียของประชาชนอย่างกว้างขวาง และเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในด้าน "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" ของประเทศ และ "อธิปไตยแห่งรัฐ" เนื่องจากร่างกฎหมาย มีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญที่ละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ และเป็นการกระทำที่เข้าลักษณะการเป็น "กบฏ" ทั้งในและนอกราชอาณาจักร เข้าลักษณะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ตลอดทั้งเป็นการสร้างภาระหนี้สาธารณะต่อประเทศ โยนภาระหน้าที่ความรับผิดชอบในการใช้หนี้ให้แก่ประชาชนผู้เสียภาษี นำความเสียหายอย่างใหญ่หลวงมาสู่พี่น้องประชาชนในท้ายที่สุด
>>> เป็นกรณีที่ต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยการลงประชามติตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 165
>>> "ผู้แทนปวงชน" มีหน้าที่ร่วมกันปกป้องอธิปไตยของชาติ และร่วมกันทุกวิถีทางในการคัดค้านการกระทำทางนโยบายจากการให้ความเห็นชอบผ่านร่าง พ.ร.บ. ให้กระทรวงการคลังกู้เงิน ที่จะนำประเทศตกเป็น "เชลยศึก" และสูญเสีย "อธิปไตยทางดินแดน -เศรษฐกิจ -การเมือง-ศาล"
>>> การสร้างรูปแบบใหม่ทางกฎหมายเพื่อ “ก่อตั้งสิทธิให้เอกชน” ซึ่งมีนิติฐานะจากต่างประเทศร่วมลงทุนในกิจการของรัฐได้ผ่านรูปแบบสัญญาร่วมทุนกับหน่วยงานรัฐ นั้น มีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายว่ารูปแบบการลงทุนตามสัญญาร่วมทุนดังกล่าวรัฐหรือหน่วยงานของรัฐจะสามารถนำ “ที่ดิน” “ราง” รวมถึง สิทธิตามเส้นทางรถไฟ (Rights of way) ซึ่งเป็นทรัพย์ของแผ่นดินตลอดเส้นทางรถไฟทุกเส้นทางให้เอกชนที่มีนิติฐานะจากต่างประเทศได้สิทธิการใช้ที่ดินรางรถไฟ และ สิทธิตามเส้นทางรถไฟได้หรือไม่? และ เพียงใด? ซึ่งหากรัฐหรือหน่วยงานของรัฐเจ้าของโครงการนำที่ดิน รางรถไฟ และหรือสิทธิตามเส้นทางรถไฟ ให้ไปอยู่ภายใต้อำนาจตามกฎหมาย (jurisdiction) อย่างหนึ่งอย่างใดของนิติบุคคลใหม่ ซึ่งถือหุ้นร่วมโดยเอกชนที่มีนิติฐานะจากต่างประเทศ จะทำให้ราชอาณาจักรไทยถูกแบ่งแยก ก่อให้เกิดการถือสิทธิ์โดยเอกชนที่มีนิติฐานะอยู่ในต่างประเทศ ตลอดเส้นทางรถไฟทั่วประเทศ อันเป็นเรื่องของการต้องห้ามตามความในรัฐธรรมนูญ มาตราที่ 1 ที่บัญญัติไว้ความว่า“ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้”
>>> เมื่อการหยิบยื่นสิทธิในที่ดินในรางรถไฟ และ สิทธิตลอดสองข้างทางรถไฟ ให้เอกชนที่มีนิติฐานะต่างประเทศ ได้ประโยชน์จากการใช้สิทธิในทรัพย์สินของรัฐหรือแผ่นดินดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการแบ่งแยกราชอาณาจักร ส่งผลให้เกิดสิทธิอำนาจตามกฎหมายโดยเด็ดขาด(ExclusiveTerritorial Rights) และทำให้เอกราชของรัฐต้องเสื่อมเสียหรือลดน้อยถอยลงเนื้อที่ดินที่เหลือของประเทศจะถูกหั่นเป็นเสี้ยวๆ
>>> จากผลการดำเนินการดังกล่าว ยังเป็นข้อห้ามเข้าลักษณะความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร ในข้อหาเป็น “กบฏ” โดยนัยแห่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 และ มาตรา 119 ที่ทำให้รัฐสูญเสียเอกราชอธิปไตยทั้งในราชอาณาจักร และนอกราชอาณาจักร อันมีอัตราโทษที่สูงถึงขั้นประหารชีวิต






