วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หากเชื่อ 'วิถีแห่งเติ้ง' จีน-ญี่ปุ่น ยุติขัดแย้งได้

ผมเห็นข่าว ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน กับ นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น พบกัน

ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ของรัสเซีย ระหว่างการประชุมสุดยอด G-20 แล้ว ก็พอจะใจชื้นขึ้นบ้าง

แต่ก็ยังหวังอะไรไม่ได้มาก เกี่ยวกับการฟื้นฟูสัมพันธ์ระหว่างสองชาติใหญ่แห่งเอเชีย เพราะว่าน้ำเสียงของทั้งสองคนยังสงวนท่าทีพอสมควร

แต่อย่างน้อย การที่ผู้นำจีนยอมเจอกับ นายกฯ ญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่ ก่อนหน้านี้ไม่ยอมรับนัดของกันและกัน ก็อาจจะทำให้บรรยากาศแห่งการพูดจากระเตื้องขึ้นบ้าง

ที่ว่า “พบกัน” นั้น ไม่ใช่เป็นการนั่งลงจับเข่าคุยกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว หากแต่เพียงแค่ยอมจับมือกัน และแลกเปลี่ยนคำทักทายเพียงประมาณ 5 นาที

ข่าวที่ออกมาบอกว่า อาเบะ บอก สี จิ้นผิง ว่า ทั้งสองควรจะ “นั่งลงคุยกัน” เพื่อให้ทั้งสองชาติย้อนกลับไปสู่ความสัมพันธ์ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อกันและกัน ในแง่ยุทธศาสตร์การเมือง เศรษฐกิจ และ ความมั่นคง

แต่แค่จับมือกัน ก็ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดีกว่าเดิมแล้ว เพราะว่าตั้งแต่ อาเบะ ชนะเลือกตั้ง ได้เป็นนายกฯ เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และ สี จิ้นผิง ขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมีนาคม ผู้นำทั้งสองชาตินี้ก็ยังไม่ได้เจอกัน... ท่ามกลางบรรยากาศความสัมพันธ์ที่เสื่อมทรุดหนักลงไปเรื่อยๆ

เหตุแห่งความบาดหมางสำคัญ คือ ความขัดแย้งกรณีอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออก ที่จีนเรียก “เตียวหยู” แต่ญี่ปุ่นขานว่า “เซนกากุ”

อีกหนึ่งประเด็นแห่งความระหองระแหง คือ การที่คนระดับรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ไปไหว้ศาลเจ้า “ยาสุกูนิ” ซึ่งถือเป็นการสักการะดวงวิญญาณของ “นักรบ” ญี่ปุ่นในช่วงสงคราม

จีนถือว่า ทหารญี่ปุ่นเหล่านั้นเป็นอาชญากรสงคราม ที่สังหารคนจีนตายเป็นจำนวนมาก แต่คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยเคารพทหารเหล่านั้น ว่าเป็น “วีรบุรุษสงคราม”

ข่าวบอกว่า นายกฯ อาเบะ บอก สี จิ้นผิง ว่า “ผมกระตือรือร้นที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์กับจีน”

ขณะที่ สี จิ้นผิง ตอบว่า “ผมพร้อมจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น บนพื้นฐานของเอกสารสี่ฉบับ” อันหมายถึง ข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศลงนามในช่วงทศวรรษ 1970 ในการฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

สี จิ้นผิง ตอกย้ำว่า ญี่ปุ่นจะต้องแก้ปัญหา “ที่ค้างคาจากประวัติศาสตร์”

ซึ่งย่อมหมายถึง การที่ผู้นำญี่ปุ่นต้องขอโทษคนจีน และต้องไม่แสดงความนับถือวิญญาณของอดีตนายทหารญี่ปุ่น ที่คนจีนถือว่าเป็นฆาตกรมากกว่าเป็นผู้ควรแก่ความเคารพนับถือ

จีน ยืนยันตลอดว่า ญี่ปุ่นยังไม่ได้ “เยียวยา” ความเสียหายที่ก่อกับคนจีนในช่วงสงคราม ขณะที่ ญี่ปุ่น แย้งกลับเสมอว่า จีนมักจะใช้ประวัติศาสตร์มาทำร้ายญี่ปุ่น ด้วยการกระพือความรู้สึกชาตินิยมภายในประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตน

ท้ายที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าวาทะของอดีตผู้นำจีนคนดัง เติ้ง เสี่ยวผิง ยังเป็นยุทธวิธีการแก้ความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ที่ได้ผลที่สุด

นั่นคือ การไม่เอาความขัดแย้งในประวัติศาสตร์มากำหนดนโยบายของปัจจุบัน โดยหันมาร่วมมือเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย เพราะอย่างไรเสีย ก็ไม่มีใครกลับไปแก้ไขเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้

เติ้ง เสี่ยวผิง ยืนยันว่า “คนรุ่นพวกเราอาจจะไม่ฉลาดพอที่จะแก้ความขัดแย้งในอดีตได้ เราปล่อยให้คนรุ่นต่อไป ที่อาจจะเก่งกว่าเราแก้ปัญหานี้กันเถิด”

เติ้ง ใช้ วิเทโศบาย “ยอมรับความผิดพลาดในอดีต โยนปัญหาไปอนาคต ร่วมกันเสริมสร้างไมตรีวันนี้” อย่างได้ผลดียิ่ง

ผมเชื่อว่า... ถ้าผู้นำจีนกับญี่ปุ่นวันนี้นำเอาแนวทางของเติ้งมาปฏิบัติ ทุกอย่างลงเอยอย่างสวยงาม...ได้ทันที