วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การจัดการวิกฤติแบบรอบด้านที่ฮาวาย

ได้มีโอกาสไปอบรมหลักสูตรการจัดการวิกฤติแบบรอบด้าน ที่จัดโดยสถาบัน Asia-Pacific Center of Security Studies (APCSS) เป็นเวลา 6 สัปดาห์ที่ฮาวาย

ไม่เพียงแต่ได้รับทราบข้อมูลและหลักการทางยุทธศาสตร์ที่เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการแก้ไขปัญหาระดับสากล แต่ยังได้โอกาสในการร่วมสร้างเครือข่ายความร่วมมือในอนาคตกับนักบริหารระดับสูงในภาครัฐจำนวนมากอีกด้วย จึงเห็นว่าควรนำมาเล่าสู่กันอ่านโดยย่อถึงการอบรมในที่นี้

สถาบัน APCSS เป็นสถาบันของรัฐที่มีอิสระในการจัดการอบรมด้านความมั่นคงอย่างเต็มที่ ก่อตั้งเมื่อปี 2538 โดยดำรงความสัมพันธ์อย่างเหนียวแน่นหรือเป็น Think Tank ให้กับของหน่วยบัญชาการภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของกองทัพสหรัฐ ฯ (USPACOM) โดยทหารให้การอุดหนุนด้านบุคลากรบ้าง แต่ทุกอย่างรวมทั้งเงินทุน ตลอดจนการคัดสรรบุคลากรและผู้เข้ารับการอบรมอยู่ในกำมือของเอกชนทั้งที่เป็นทหารเก่าและไม่ใช่ทั้งหมด ทำให้การจัดการเป็นไปอย่างมีอิสระ มีเอกภาพและยืดหยุ่น ทำให้ได้รับความร่วมมือจากนานาชาติ แต่ละปีสถาบันได้ให้ที่นั่งและทุนการศึกษาในหลักสูตรขนาด 2-10 สัปดาห์หลายหลักสูตรประมาณ 40 ประเทศ ให้ส่งคนมาอบรมในสาขาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงนับสิบหลักสูตร ที่เด่น ๆ มีอาทิ หลักสูตรการต่อต้านก่อการร้าย และความร่วมมือด้านความมั่นคงระดับสูงเป็นต้น

หลักสูตรการจัดการวิกฤติแบบรอบด้านหนนี้เป็นครั้งที 13 มีคนเข้าอบรม 107 คนจาก 34 ประเทศ หลายคนที่เข้าร่วมเป็นผู้บริหารระดับรองปลัดกระทรวง นายกเทศมนตรี นายพลและอธิบดี มีประสบการณ์จัดการด้านภัยพิบัติขนาดใหญ่ในประเทศของตนมาก่อน และดูเหมือนสถาบันจะภูมิใจมากที่เป็นครั้งแรกที่พม่าส่งคนเข้าร่วม ประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ในเซาท์แปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียที่มีปัญหาน้ำทะเลขึ้นสูงก็มีหลายชาติ ขณะที่พวกที่มีปัญหาวิกฤติแบบ Man-made อย่างเช่น เลบานอน โคลอมเบียและอัฟกานิสถาน ก็ส่งคนมาเรียน ที่เอเชียนั้นเหลือแต่เกาหลีเหนือเท่านั้นที่ยังไม่เป็นภาคีกับ APCSS ขณะที่ฟิจิ ยังโดนห้ามไม่ให้เข้าร่วมอยู่ เพราะยังไม่เลิกปฏิวัติซะที

หลักสูตรมุ่งเน้นให้ผู้เข้าอบรมมีความเข้าใจรอบด้านในเรื่องของวิกฤติและการจัดการวิกฤติเหล่านั้น โดยเน้นให้สามารถตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ทั้งก่อน ระหว่างและหลังการเกิดวิกฤติให้ได้ การเรียนแบ่งออกเป็น 3 โมดูล โดยโมดูลแรกออกจะเป็นการทำความเข้าใจในเชิง Methodology มากหน่อย คือ เข้าใจความซับซ้อนและวิธีแก้ปัญหา ในคอร์สนี้เสนอเทคนิคในการจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ เช่น ใช้ mindmap แบบ Casual Loops เพื่อง่ายต่อการเข้าใจตัวแปรของวิกฤติว่าส่งผลต่อกันแบบไหนจะได้แก้ตรงจุดนั้นแล้วจะส่งผลดีไปยังจุดอื่นด้วย หรือการต่อรองแบบ 9 แบบที่สร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่เราและคู่เจรจา ทั้งนี้มักศึกษาวิชาการช่วงเช้าและฝึกปฏิบัติช่วงบ่าย

โมดูลที่สอง เป็นการทำความเข้าใจกับวิกฤติในระดับชาติ เช่น เรื่องของเศรษฐกิจ การเมือง กฎหมาย สังคม และภัยพิบัติ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับวิกฤติอย่างไรและจะแก้ไขอย่างไรดี โดยประสานความร่วมมือระหว่างรัฐกับภาคส่วนอื่นของสังคม นอกจากนี้จะให้เลือกเรียนวิชาตามใจถนัดอีกคนละ 1 วิชา ซึ่งผมเลือกวิชาการทูตกับการป้องกันวิกฤติ ทำให้ได้รู้ว่าที่นี่เขาไม่คิดว่าความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ และถือว่าประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาวิกฤติได้ในระดับหนึ่งโดยการให้ตัวกลางอย่างศาลโลกมาเป็นผู้วินิจฉัยปัญหา ขณะที่ผมเสนอเปเปอร์ว่าด้วยปัญหาความขัดแย้งระหว่างศาสนาในพม่าอาจก่อให้เกิดวิกฤติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และซ้ำเติมความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเรา

โมดูลที่สาม เป็นการทำความเข้าใจกับวิกฤติในระดับเหนือชาติ โดยมองไปที่ตัวแปรระดับโลก เช่นองค์กรสหประชาชาติ และภัยระดับโลก เช่น ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ วิชาสุดท้ายของโมดูล ทั้งคลาสจะเป็นการนำเอาสิ่งที่ได้จากทั้งสามโมดูลเข้าแก้ไขปัญหาเฉพาะหรือบงการการฝึก ในที่นี้สมมติว่าประเทศกำลังเกิดวิกฤติโรคระบาดใหญ่ 7 กระทรวงสำคัญภาครัฐจะแก้ปัญหาทั้งระยะยาวและระยะสั้นอย่างไร โดยคำนึงถึงชาติ ประชาชน ความต้องการของผู้นำรัฐบาลและประโยชน์ของกระทรวงของตน ผมได้รับบทเป็นตัวแทนจากสำนักนายก ฯ ที่ต้องไกล่เกลี่ยความต้องการของฝ่ายทหาร มหาดไทย การคลัง สาธารณสุข บรรเทาสาธารณภัยและต่างประเทศ ให้ลงตัวที่สุด

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว แต่ละคนยังมีโปรเจคส่วนตัวอีกคนละชิ้น (บังกลาเทศ เลบานอนและเวียดนาม เสนอโปรเจคร่วม) ที่เป็นเรื่องที่อยากจะแก้ปัญหาในประเทศของตน โปรเจคนี้อาจนำไปต่อยอดเสนอต่อผู้นำหรือพับเก็บลิ้นชักไว้ก็ยังได้ ผมเสนอเรื่องการควบคุมความขัดแย้งระหว่างเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง ซึ่งก็น่าจะพอจะควบคุมได้ แต่ยังไม่สามารถทางออกให้กับความขัดแย้งทางการเมืองทั้งหมดได้ ที่นี่ใครที่พอรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง รวมทั้งอดีตเอกอัครราชทูตสองท่านก็ส่ายหัว มีแต่ต้องรอการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในอนาคตเท่านั้น

เหนือจากการเล่าเรียน การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างคณาจารย์และผู้เข้าร่วมอบรมมีความสำคัญมาก เพราะ APCSS พยายามที่จะให้เป็นกระบวนการที่สานสัมพันธ์ต่อยอดไปตลอดชีวิต การแก้ไขวิกฤติจะได้ราบรื่น รวดเร็วและทรงประสิทธิภาพ กิจกรรมแบบเด็กๆ ที่มีอย่างต่อเนื่อง เช่น ไปเที่ยว เดินป่า เล่นกีฬา ว่ายน้ำ ปาร์ตี้ โชว์อาหารประจำชาติ หรือแม้แต่สอนเต้นระบำฮูล่า ล้วนแต่เป็นการละลายหัวโขนและสร้างมิตรภาพได้เป็นอย่างดี สถาบันมีการรักษาการติดต่อกับศิษย์เก่าด้วยการอัปเดตฐานข้อมูลความรู้ร่วมและจัดสัมมนาในประเทศต่างๆ อยู่เนืองๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นผลดีต่อความมั่นคงร่วมในอนาคต