วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ควรรื้อภาษีทั้งระบบ ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ

เราเห็นด้วยว่า ในสถานการณ์ระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป โครงสร้างสินค้าเปลี่ยน ระบบการซื้อขายเปลี่ยน

โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่วัยชรา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหันมาพิจารณาเรื่องของระบบภาษี ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจโลก จึงไม่แปลกที่ผ่านมาจะมีการพูดถึงการเก็บภาษีคนโสด ลดภาษีฟุ่มเฟือยเพื่อหนุนการท่องเที่ยว รวมไปถึงกรมสรรพสามิตจะปฏิรูปครั้งใหญ่ นำกฎหมายเก่าๆ ทั้ง 7 ฉบับมาร่างใหม่ให้อยู่ในฉบับเดียวกัน ซึ่งเมื่อพิจารณาเนื้อหาและเหตุผลแล้ว ถือว่าสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องหันมาพิจารณากันจริงจัง เพียงแต่สิ่งที่รัฐบาลหรือกระทรวงการคลัง ออกมาพูดถึงตอนนั้น เป็นการบอกกล่าวเป็นจุดๆ ทำให้ไม่เห็นภาพรวมใหญ่ของประเทศในเชิงยุทธศาสตร์ ว่า กำลังขับเคลื่อนประเทศไปสู่เส้นทางใด

ทั้งนี้เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง บอกว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณา เรื่องการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย ประเภทเครื่องสำอาง กระเป๋า หรือ สินค้าแบรนด์เนมต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มที่มีกำลังซื้อ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งถือว่าจะเป็นหนึ่งในจุดจูงใจสำคัญในการเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งแนวทางการปรับลดภาษีดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในมาตรการของรัฐบาลที่จะส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งชอปปิงพาราไดซ์

โดยแนวนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม หวังต้องการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อทดแทนภาคการส่งออกของประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัวนั้น โดยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งก็เป็นหนึ่งภาคบริการที่มีส่วนสำคัญต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไทย เพราะที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวมาเมืองไทยมากถึง 26 ล้านคน ดังนั้น หากมีมาตรการส่งเสริมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว โดยการกระตุ้นกำลังซื้อต่อหัวนักท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้น ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย และทดแทนภาคการส่งออกที่กำลังชะลอตัวอยู่ในเวลานี้ได้

ปัจจุบันสินค้านำเข้าฟุ่มเฟือยนี้ ถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 30% ของมูลค่า ขณะที่หลายประเทศในอาเซียนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเป็นคู่แข่งของไทย มีการจัดเก็บภาษีในอัตรา 0% ดังนั้นในส่วนของประเทศไทยเอง ก็ต้องพิจารณาให้อยู่ในระดับที่จูงใจ หรือใกล้เคียงกับอัตราภาษีของประเทศเพื่อนบ้าน แต่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการภายในประเทศ โดยคาดว่าจะพิจารณาได้แล้วเสร็จเร็วๆ นี้ เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้

เป็นเรื่องถูกต้องที่กระทรวงการคลัง จะหาช่องทางยกระดับรายได้ภาคบริการ เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก เพราะตัวเลขรายได้แต่ละไตรมาสปัจจุบัน ภาคบริการ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ส่งออกมีรายได้ถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ยังห่างไกลกันมาก แต่จะให้ถูกต้อง ถูกทางรัฐบาลจำเป็นต้องมองโครงสร้างอุตสาหกรรม สินค้าทั้งระบบ เพราะต้องอย่าลืมว่าเศรษฐกิจที่พึ่งพาส่งออก 70% ของจีดีพีนั้น หากไม่ปรับโครงสร้างจะเป็นปัญหาฉุดให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถโตระดับ 5% ได้อีก เหตุเพราะว่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นส่งออกหลักมายาวนานนั้น ในอนาคตจะลดความสำคัญลง ตามสภาวะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งแน่นอนว่าภาษีอาจจะมีส่วนจูงใจในการเปลี่ยนแปลง

ขณะที่ก่อนหน้านี้ มีนักวิชาการเสนอให้จัดเก็บภาษีคนโสด ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่ตรงจุดแต่หากดูเหตุผลแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องคิดกันให้มาก กับอนาคตที่ประเทศไทย ต้องเผชิญสังคมวัยชรา ซึ่งแน่นอนต้องมีคำนึงถึงด้วยว่าจะใช้ภาษีรองรับปัญหาในอนาคตอย่างไรบ้าง แทนที่จะหยุดอยู่แค่ถกเถียงเรื่องภาษีคนโสด แน่นอนว่าภาษีสำหรับการออมวัยเกษียณ ถือว่าเป็นแนวทางส่วนหนึ่งที่เดินมาถูกทางแล้ว เพียงแต่จะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติม สำหรับสังคมวัยชราที่จะเข้าสู่ภาวะวิกฤติมากขึ้น สิ่งประเด็นใหญ่ทางเศรษฐกิจ สังคมต่อจากนี้ ไม่สามารถมองแยกส่วนได้อีกต่อไป แต่ต้องเป็นภาพรวมและวางเป็นยุทธศาสตร์ แน่นอนที่ต้องอาศัยความเป็น "ผู้นำ" เข้ามาดำเนินการ เพราะมิฉะนั้นแล้วภาระการจ่ายภาษีจะตกอยู่กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะยิ่งสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นไปอีก