วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สัญญาณ..ปานปรีย์ ฝากถึงผู้บริหาร ปตท.

ครบ 2 ปี บนเก้าอี้ซีอีโอ ปตท.ของ ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ถือว่าเดินมาได้ครึ่งทางพอดิบพอดี

มีทั้งเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เจอทั้งก้อนอิฐ สลับไปมาเป็นระยะ เพราะตลอด 730 วันในตำแหน่ง เจอสถานการณ์ทุกรูปแบบในการบริหารงาน ทั้งเจ้านาย เพื่อนร่วมงานและลูกน้อง "ครบรส"

"วิบากกรรมที่ไม่ธรรมดา" เหล่านี้ น่าจะทำให้ไพรินทร์ แกร่งมากขึ้นกว่าความเป็นนักวิชาการ

มรสุมของไพรินทร์ ที่มีอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางตรงและทางอ้อม จนบางขณะเจ้าตัวเกือบถอดใจ บางช่วงถึงขั้นต้องขอตำรวจมาประกบข้างกาย

ที่สาหัสสุด เห็นจะเป็นเรื่องที่ไปตกปากรับคำ นั่งกรรมการอิสระในบริษัท เฟรเซอร์แอนด์นิฟ (เอฟแอนด์เอ็น) ของ เจริญ สิริวัฒนภักดี จนมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบ เพราะอาจจะขัดกับพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 เรื่องนี้ กลายเป็นข่าวใหญ่โต ชนิดที่สั่นคลอนเก้าอี้ซีอีโอ อยู่พักใหญ่ แถมลามไปถึงคนนอก นักการเมืองรุมขย่มกันสนุก

กว่าจะมาลงเอย...ด้วยผลการตรวจสอบของคณะกรรมการชุด จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด ในฐานกรรมการ ปตท. ที่ได้ข้อสรุปว่า การเข้าไปนั่งเป็นกรรมการเอฟแอนด์เอ็นไม่ผิด

เอาเป็นว่า ช่วง 2 ปี บนเก้าอี้ซีอีโอของไพรินทร์ อยู่ในอาการกระอักเลือด บางเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออก มาวันนี้ผ่านพ้นมาครึ่งทางแล้ว ก็ขอแสดงความยินดีด้วย

ที่แน่ๆ ไพรินทร์ ร่วมงานกับประธานบอร์ด ปตท.มาแล้วถึง 3 คน คนแรก ณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน ที่ลาออกไปแบบมึนๆ งงๆ เมื่อ 31 ม.ค.2556 ถัดมาเป็น วิเชษฐ์ เกษมทองศรี เป็นประธานเพียงไม่กี่เดือน เข้ามาเมื่อ 23 ก.พ.2556 แต่ก็ออกไปเมื่อ 26 มิ.ย.2556 และถัดมา 5 ก.ค.2556 ปานปรีย์ พหิทธานุกร ถูกส่งเข้ามานั่งเป็นประธานบอร์ดปตท.คนล่าสุด

สำหรับ ปานปรีย์ ชื่อนี้ที่ใครๆ ก็ต้องรู้จัก ช่วงก่อนที่ ปานปรีย์ จะเข้ามานั่งประธานบอร์ด ปตท.เกิดเหตุฝุ่นตลบ จากความขัดแย้งมีการแบ่งกลุ่มชัดเจน ทั้งเด็กคนนั้น นายคนนี้ ...เด็กคนนี้ นายคนนั้น

พูดง่ายๆ ว่า ข่าวที่เล็ดลอดออกมาจากปตท.หาเสพข่าวดีๆ ได้ไม่ง่ายนัก ส่วนใหญ่ที่พบเห็น ก็มีแต่ประเภท "ใบปลิวโจมตี" คนนั้นคนนี้ ขุดคุ้ยเรื่องนั้นเรื่องนี้ขึ้นมา ใครไม่เคยรู้มาก่อนว่าภายในปตท.มีเรื่องราวอะไรบ้าง ก็ได้รู้ชนิดรู้แจ้งเห็นจริงกันทีเดียว ฉะนั้น ตราบใดที่ความขัดแย้งภายในยังคงอยู่ ข่าวที่สะท้อนออกมาก็ย่อมเป็นภาพลบต่อองค์กร

มายุค ปานปรีย์ นั่งกุมบังเหียน ปตท. บรรยากาศเริ่มนิ่งขึ้น รู้สึกทุกคนอยู่ "ในแถว" ดีเกินคาด ความระหองระแหง ดูเหมือนจะเลือนหายไป ไม่แน่ใจว่าปัญหา "หลบใน" หรือเป็นเพราะคนชื่อ ปานปรีย์ ส่งสัญญาณว่า ไม่ถือหางฝ่ายใดหรือไม่?

แต่ที่แน่ๆ ประธานคนนี้ รับอาสาเข้ามาช่วยบริหารจัดการองค์กรให้เดินไปข้างหนัา มองหาพลังงานที่จะป้อนให้กับประเทศเพื่อความมั่นคงด้วยราคาที่เป็นธรรม

ปานปรีย์ บอกเสมอว่า "ผมไม่ชอบ ส่วนตัวไปว่ากันเอง" ฉะนั้น จึงไม่เลือกเข้าข้างใคร โดยเฉพาะความขัดแย้งส่วนตัว

สำคัญยิ่ง ประธานบอร์ด ปตท.คนนี้ มีพรรคพวกเพื่อนฝูงในแวดวงสื่อไม่น้อย ฉะนั้นใครปล่อยข่าวตัดขาใคร ทำลายใคร ถึงหูเอาง่ายๆ

แต่ในยามที่คลื่นลมภายในเริ่มสงบ กลับมีเหตุไม่คาดคิด จากกรณีอุบัติเหตุน้ำมันดิบรั่วกลางทะเล บริเวณมาบตาพุด กระจายจากจุดเกิดเหตุไปจนถึงชายหาดอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด สร้างความเสียหายไม่น้อย เหตุการณ์นี้อยู่ในความดูแลของ "พีทีทีจีซี" ในฐานะบริษัทลูก แต่ ปตท.ถึงขั้นต้องระดมผู้บริหารตั้งแต่บริษัทแม่ ลงไปจัดการวันต่อวัน

อีกเหตุการณ์ ถัดมาไม่กี่วัน เกิดฟ้าผ่าโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 5 ของ ปตท.ทำให้ต้องหยุดเดินเครื่อง 3-5 เดือน ส่งผลกระทบทำให้ปริมาณแอลพีจีหายไปหลายหมื่นตัน เรียกว่าสถานการณ์ "ผีซ้ำด้ำพลอย" ทีเดียว

เอาละ...อดีตคงปล่อยให้เป็นอดีต แต่ปัจจุบันทุกคนคงต้องหันหน้าเข้าหาและทำงานร่วมกัน

เพราะประธานบอร์ดคนนี้ เขาส่งสัญญาณมาตลอดว่า ไม่ชอบให้คนทะเลาะกัน สำคัญยิ่งไม่เข้าข้างใครเสียด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักกอล์ฟและนักวิชาการ ฉะนั้นคน ปตท.ยุคนี้ ต้องทำงานลูกเดียว!!!