วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดเศรษฐีภารตะ...โอกาสท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาถ้าหากท่านผู้อ่านได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศอินเดียแล้วก็อาจจะรู้สึกหดหู่ใจไร้ซึ่งความหวัง

เพราะยิ่งอ่านก็จะยิ่งรับทราบปัญหาที่เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจภายในประเทศอินเดียที่พอกพูนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงถึง 4.8% ของ GDP แถมอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็อยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมาย โดยล่าสุดกระทรวงการคลังอินเดียได้ประกาศตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2556-57 (1 เมษายน-30 มิถุนายน 2556) อยู่ในระดับแค่ 4.2% เท่านั้น เทียบกับอัตราการขยายตัวในช่วงไตรมาสก่อนหน้า คือไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณ 2555-56 (1 มกราคม-31 มีนาคม 2556) ที่มีอัตราการขยายตัวสูงกว่าอยู่ที่ 4.8%ซึ่งเป็นผลมาจากภาคการผลิตที่ถดถอยลงและเริ่มจะลามไปยังภาคบริการซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของอินเดียอีกด้วย

นอกจากนั้น อินเดียยังประสบปัญหาเรื่องเงินเฟ้อซึ่งอยู่ที่อัตราเกิน 5%ทำให้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังอินเดียจะต้องเพิ่มความเข้มงวดในนโยบายการเงินรวมทั้งการปรับอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการลงทุนภายในประเทศ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงจะทำให้อุปสงค์ลดลงและการลงทุนจะชะลอตัวต่อไป แต่ปัญหาสำคัญในขณะนี้ของรัฐบาลอินเดียคือ การอ่อนค่าและความไร้เสถียรภาพของเงินรูปีซึ่งในปีงบประมาณปัจจุบัน (2556-57) ได้อ่อนค่าลงเกือบ 20%แล้ว โดยมีบางช่วงค่าเงินรูปีร่วงทะลุ 68 รูปีต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

แต่อย่าเพิ่งวิตกจนเกินไปครับ ทุกอย่างในโลกนี้ย่อมมีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา แถมสถานการณ์วิกฤติแบบนี้ก็ใช่ว่าจะเกิดกับอินเดียประเทศเดียวซะที่ไหน ในหลายๆ ประเทศทั่วโลกไม่ว่าประเทศเล็กประเทศใหญ่ก็ล้วนกำลังประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งจากการวิเคราะห์ของหลายสำนักก็มองเห็นเหมือนกันว่าภายใน 1-2 ปีสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของอินเดียจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากอินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ด้วยจำนวนประชากรเกิน 1,200 ล้านคน มีการขยายตัวของคนชั้นกลางอยู่ในอัตราสูง รายได้เฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น กำลังซื้อของผู้บริโภคมีมากขึ้น ประชากรวัยทำงานมีสัดส่วนมากที่สุดในประเทศ การขยายตัวของเมืองมีมากขึ้น และที่สำคัญการบริโภคภายในประเทศมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอาจจะทำให้การบริโภคหดตัวลงบ้างเนื่องจากผู้บริโภคระมัดระวังเรื่องการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น แต่ในระยะยาวแล้วเชื่อว่าการขยายตัวของการบริโภคจะมีมากขึ้นและจะส่งผลไปยังการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด

จากการเปิดเผยของสำนักวิจัยทางเศรษฐกิจหลายสำนักในประเทศอินเดียมีความเห็นตรงกันว่าทั้งในระยะสั้นและระยะยาว กลุ่มผู้บริโภคที่ไม่หวั่นไหวต่อภาวะวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้เลยจะเป็นกลุ่มผู้บริโภคระดับเศรษฐีของอินเดียที่มีฐานะทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับที่ภาษาวัยรุ่นบ้านเราเรียกว่า “รวยจริงไรจริง” ผู้บริโภคเศรษฐีเหล่านี้ของอินเดียเป็นกลุ่มที่จับจ่ายใช้สอยเพื่อซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยราคาแพงโดยไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดทั้งสิ้น ทั้งนี้ จากรายงาน India Luxury Review จัดทำโดยบริษัท A.T. Kearney เมื่อปี 2554 พบว่าตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยราคาแพงในประเทศอินเดียในปี 2553 มีมูลค่า 5.75 พันล้านดอลลาร์หรัฐฯ หรือประมาณ 1.8 แสนล้านบาทมีอัตราการขยายตัวจากปีก่อนหน้าถึง 20%โดยสินค้าในกลุ่มนี้ที่มีการขยายตัวอย่างมากได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ ทั้งนี้ คาดว่าภายในปี 2558 ตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยราคาแพงสำหรับเศรษฐีอินเดียจะขยายตัวขึ้นไปถึง 14.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4.56 แสนล้านบาท หรือมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยสูงถึง 21% ต่อปีเลยทีเดียว และที่สำคัญในรายงานฉบับดังกล่าวยังระบุว่าขณะนี้ยังเพิ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยราคาแพงสำหรับเศรษฐีอินเดียเท่านั้น

นอกจากนั้น จากการศึกษาของบริษัท TNS ยังพบอีกว่าแบรนด์หรูระดับโลกอย่างรถยนต์ Mercedes Benz และ Jaguar Land Rover สินค้าแฟชั่นชื่อก้องโลกอย่าง Hermes, Fendiและ Louis Vitton รวมทั้งสินค้านาฬิกาชื่อดังอย่าง Tag Heuerก็ล้วนแต่กำลังวางแผนขยายตลาดกันในประเทศอินเดียอย่างขะมักเขม้นโดยไม่ได้สะทกสะท้านกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบันแต่อย่างใด ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวชี้วัดอีกตัวหนึ่งที่สามารถบอกได้ว่าผู้บริโภคระดับเศรษฐีของอินเดียไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวต่อภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของอินเดียแต่ประการใด

สำหรับท่านผู้อ่านที่ยังไม่คุ้นเคยกับพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคระดับเศรษฐีของอินเดีย ถ้าหากได้มีโอกาสมาสัมผัสก็อาจจะถึงกับช็อกกันไปเลยทีเดียว เพราะเศรษฐีเหล่านี้ซื้อสินค้าราคาแพงเป็นว่าเล่นผู้เขียนเคยไปพบผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ที่เมืองมุมไบที่นำเข้าสินค้าราคาแพงจากประเทศไทยไปจำหน่ายในประเทศอินเดียได้รับทราบข้อมูลที่น่าประหลาดใจมากว่าสินค้าที่ขายดีที่สุดและขายออกไปจากร้านได้เร็วที่สุดจะเป็นสินค้าที่ราคาแพงที่สุด คือ ยิ่งราคาแพงมากก็จะยิ่งมีโอกาสขายออกไปได้มากกว่าสินค้าราคาถูก เพราะลูกค้าที่ซื้อจะเป็นลูกค้าระดับเศรษฐีและมหาเศรษฐีของอินเดีย ยิ่งสินค้ามีราคาแพงมากและมีจำนวนจำกัดลูกค้ามหาเศรษฐีเหล่านี้ก็จะต้องแย่งกันครอบครองเป็นเจ้าของให้ได้

และเช่นเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา มีบริษัทไทยที่ผลิตและส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้านและเครื่องประดับชนิดหรูหราราคาแพงระยับ เข้ามาจัดแสดงสินค้าร่วมกับหุ้นส่วนชาวอินเดียและเชิญกลุ่มเป้าหมายระดับมหาเศรษฐีของมุมไบชนิด Exclusive ให้มาเลือกชมเลือกซื้อสินค้าโดยจัดเป็นงานเล็กๆ แต่ดูดีมีระดับ ปรากฏว่าสินค้าราคาแพงทั้งหลายถูกเลือกซื้อและแย่งกันซื้อเกือบหมดไปภายในระยะเวลาอันสั้น โดยผู้ซื้อมหาเศรษฐีแต่ละนางเหล่านี้ใช้เวลาในการเลือกดูสินค้าและตัดสินใจซื้อสินค้าระดับราคาชิ้นละเป็นแสนบาทจนถึงเฉียดหลักล้านบาทด้วยเวลาไม่นานนัก แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ มหาเศรษฐีบางนางแอบติดต่อขอเข้ามาเลือกซื้อสินค้าก่อนงานเปิดหนึ่งวันเพื่อจะตัดหน้ามหาเศรษฐีนางอื่นแบบซึ่งๆ หน้าอย่างนี้ก็มี

ตลาดอินเดียจึงเป็นอะไรที่มีความหลากหลายอยู่ในตัวชนิดที่เราคาดไม่ถึงเลยทีเดียว การกำหนดกลุ่มเป้าหมายในตลาดเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าตลาดอินเดีย โดยอินเดียสามารถแบ่งออกเป็นตลาดต่างๆ ได้ในหลายแง่มุม เช่น ตลาดในเมือง ตลาดชนบท ตลาดเศรษฐีตลาดคนชั้นกลาง ตลาดระดับล่าง ตลาดผู้สูงอายุ ตลาดวัยรุ่น เป็นต้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้เกณฑ์อะไรในการแบ่งตลาด เพื่อที่นักการตลาดหรือผู้ประกอบการจะสามารถกำหนดแผนการตลาดได้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบจะสามารถผลักดันให้บริษัทค้าปลีกชั้นนำของอินเดียนำเข้าลำไย มังคุด และเงาะจากประเทศไทยเข้าไปจำหน่ายในราคาแพงถึงกิโลกรัมละประมาณ 300-400 บาทได้

แต่ที่น่าอัศจรรย์กว่านั้นก็คือ ล่าสุดห้างค้าปลีกชั้นนำนี้มีการนำเข้าฝรั่งแช่บ๊วยจากประเทศไทยเข้าไปจำหน่ายด้วยแล้วโดยจำหน่ายในราคาสูงถึงลูกละ 400 บาทและก็ยังมีคนซื้อไปบริโภคทั้งๆ ที่ผู้คนต่างวิตกกังวลกันว่าวิกฤติเศรษฐกิจของอินเดียครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศซึ่งโดยภาพรวมแล้วก็อาจจะส่งผลบ้าง แต่เชื่อเถอะครับว่าระดับเศรษฐีของอินเดียแล้วแค่นี้ยังจิ๊บจ๊อย...ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจของอินเดีย ตลาดเศรษฐีจึงยังเป็นโอกาสที่เรามองข้ามไม่ได้