เป็นเรื่องครึกโครมและเป็นที่โจษจันในหมู่นักการศึกษาและประชาชนทั่วไป เมื่อมีข่าวว่า World Economic Forum (WEF) หรือเวทีเศรษฐกิจโลก
จัดให้คุณภาพการศึกษาไทยอยู่ในลำดับท้ายๆ ในหมู่ประเทศอาเซียน โดยสรุปคือ คุณภาพการศึกษาของเราเป็นลำดับที่ประมาณ 8 ใน 10 ประเทศในอาเซียน ดีกว่าเวียดนามและพม่าเท่านั้น
จะเป็นที่ตกใจขึ้นไปอีกเมื่อเชื่อมโยงข้อมูลคุณภาพการศึกษากับข้อมูลการลงทุนเพื่อการศึกษา ประเทศไทยใช้จ่ายเงินเพื่อการศึกษาเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในอาเซียน และอาจจะสูงที่สุดในโลกด้วยตามข้อมูลของ UNESCO โดยไทยใช้จ่ายเงินเพื่อการศึกษาถึง 29.5% ของการใช้จ่ายภาครัฐทั้งหมด ขณะที่สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และบรูไนใช้ 21.4% 15.2% และ 13.7% ตามลำดับ
เมื่อลองเชื่อมโยงต่อไปอีกกับข่าวการทุจริตสอบครูผู้ช่วย การเป็นหนี้สินของครู การเลือกตั้งและคะแนนเสียงของครู จะเห็นได้ว่าปัญหาการศึกษาของเราเกี่ยวโยงไปกันกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เศรษฐกิจ และการเมือง แยกกันไม่ออก ดังนั้น ถ้าจะแก้ไขปัญหาการศึกษาของไทยเรา โดยพิจารณาแต่ปัญหาการศึกษาอย่างเดียว จะแก้ไม่ตก ถ้าจะแก้ให้ตก ต้องเห็นภาพใหญ่และการเชื่อมโยงให้ได้ และต้องเข้าใจลักษณะสังคมไทย จึงจะสามารถหาทางแก้ที่สัมฤทธิผลได้
นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกันชื่อ John F. Embree ได้วิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยเมื่อประมาณ 60 ปีที่แล้วว่า เป็นระบบสังคมที่โครงสร้างหลวม (loosely structured social system) คือเป็นสังคมที่ถูกสร้างประกอบอย่างหลวมๆ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะถ้าดูจากระบบราชการ หรือระบบนับเครือญาติของไทยเรา จะเห็นว่าเรามีสายบังคับบัญชา การเรียกผู้บังคับบัญชา และการเรียกขานและนับเครือญาติ ที่ค่อนข้างจะตายตัว ไม่ได้เป็นโครงสร้างที่หลวมเลย ที่ถูกต้องน่าจะเป็นว่า สังคมไทยเป็นระบบสังคมที่หลักการหลวม (loosely principled social system) มากกว่า
สังคมที่หลักการหลวม หมายถึงสังคมที่ผู้คนไม่ได้เข้มงวดกับหลักการของสังคม หลักการในที่นี้หมายรวมถึงกฎหมาย กฎระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ และความเชื่อ การไม่เข้มงวดรวมทั้งผู้ที่ต้องปฏิบัติตามหลักการ และผู้รักษาหลักการ เนื่องจากหลักการหลวมจึงเกิดปรากฏการณ์สอง (หรือหลาย) มาตรฐานขึ้น กลายเป็นสังคมสอง (หรือหลาย) มาตรฐาน นอกจากนั้นในสังคมที่หลักการหลวม ผู้คนไม่มั่นใจว่าจะพึ่งหลักการได้ จึงต้องพึ่งพวกพ้อง ทำให้เกิดเป็นสังคมพรรคพวก และสังคมอุปถัมภ์ขึ้น การฝ่าฝืนกฎจราจรบ่อยครั้งของผู้ขับขี่ยานพาหนะ และความหละหลวมในการบังคับใช้กฎจราจรของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ล้วนเป็นปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวันที่แสดงถึงความหลวมในเชิงหลักการของสังคมไทย ความเคลือบแคลงสงสัย หรือความไม่ไว้วางใจองค์กรอิสระต่างๆ เกิดขึ้นเพราะหลักการหลวม
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้คนในสังคมที่หลักการหลวมจะอยู่กันอย่างสันติสุข ยุติธรรม และไว้ใจกันได้อย่างไร คำตอบสุดท้ายคือ ต้องพึ่งข้อมูลและข้อเท็จจริงแทนเท่านั้น เพราะพึ่งหลักการไม่ได้ เป็นเรื่องโชคดีที่ปัจจุบันมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติในการเปิดเผยข้อมูลเริ่มเป็นรูปธรรมและเป็นที่ยอมรับในประเทศต่างๆ ถ้าประเทศไทยนำมาใช้ ก็จะเป็นพื้นฐานในการแก้ปัญหาการศึกษา ทุจริตคอร์รัปชัน การเมือง และเศรษฐกิจอย่างบูรณาการได้
Linked Open Government Data หรือ LOGD เป็นแนวคิดและแนวทางปฏิบัติที่กลุ่มนักคอมพิวเตอร์ชั้นนำของโลกเช่น Sir Tim Berners-Lee ผู้พัฒนาประดิษฐ์เว็บ เสนอเพื่อให้รัฐบาลประเทศต่างๆ เปิดเผยและเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพและด้วยมาตรฐานเดียวกัน ทำให้หน่วยงานภาครัฐมีความโปร่งใสมากขึ้น และทำให้หน่วยงานภาครัฐด้วยกันเองรวมทั้งภาคเอกชนสามารถนำข้อมูลมาใช้ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น รูปแบบเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็น เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (data-driven economy) หรือ เศรษฐกิจข้อมูล (data economy) ประเทศที่ก้าวหน้าแล้วหลายประเทศได้เริ่มดำเนินนโยบายผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐของตัวเองเปิดเผยและเชื่อมโยงข้อมูลด้วยแนวคิดและเทคโนโลยี LOGD
ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และ EU เป็นประเทศแรกๆ ที่ดำเนินการตามแนวปฏิบัติของ LOGD โดยที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้จัดทำเว็บไซต์ data.gov เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้วเพื่อเผยแพร่ข้อมูลแบบ LOGD ปัจจุบันมีชุดข้อมูลเกือบ 1 แสนชุดเผยแพร่อยู่ และเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาประธานาธิบดีโอบามาได้ออกคำสั่งบริหาร (Executive Order) ให้ทำให้ข้อมูลของรัฐบาลเปิดเผยและอ่านได้ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่เป็นปกติวิสัย ยกเว้นจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กล่าวคือ โดยคำสั่งบริหารนี้ หน่วยงานของรัฐบาลอเมริกาต้องเปิดและเผยแพร่ข้อมูลในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถอ่านและนำไปประมวลผลต่อด้วยตัวเครื่องเองได้ ยกเว้นจะมีกฎหมายหรือคำสั่งห้าม รัฐบาลสหรัฐเชื่อว่าการเปิดข้อมูลภาครัฐนอกจากจะยกระดับความโปร่งใสแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพิ่มการจ้างงาน และทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น
ประเทศอังกฤษก็ได้เปิดเว็บไซต์ data.gov.uk เพื่อเผยแพร่ข้อมูลแบบ LOGD และแนะนำเทคโนโลยี Linked Open Data (LOD) ที่ใช้ในการสร้าง LOGD โดยที่ LOD เป็นเทคนิคและแนวปฏิบัติในการเปิดและเผยแพร่ข้อมูลทั่วไป ซึ่งจะเป็นข้อมูลของภาคเอกชนก็ได้ แต่ LOGD หมายถึงข้อมูลภาครัฐอย่างเดียว นอกจากนั้นอังกฤษยังเป็นประเทศนำประเทศหนึ่งที่เชิญชวนประเทศต่างๆ มารวมตัวเป็น Open Government Partnership (OGP) หรือหุ้นส่วนรัฐบาลเปิด เพื่อร่วมมือกันส่งเสริมให้มีการเปิดเผยข้อมูลของรัฐ ปัจจุบัน OGP มีประเทศที่ได้ตกลงร่วมมือแล้ว 54 ประเทศ ประเทศในอาเซียนที่อยู่ใน OGP ได้แก่ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย สองดาวรุ่งแห่งอาเซียน
ส่วน EU เองได้ประกาศเป็นนโยบายให้ส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลของรัฐ โดยมีความเชื่อเช่นเดียวกันกับสหรัฐอเมริกาว่า การเปิดเผยข้อมูลของรัฐจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของยุโรป เศรษฐกิจในยุคหน้าจะเป็นเศรษฐกิจแบบขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หรือเศรษฐกิจข้อมูล ด้วยความเชื่อเช่นนี้ทาง EU จึงได้จัดการประชุม European Data Forum หรือเวทีข้อมูลยุโรปมาแล้ว 2 ครั้งในปี 2012 และ 2013 และยังให้ทุนสนับสนุนโครงการวิจัยขนาดใหญ่เกี่ยวกับข้อมูลเปิดและเชื่อมโยง ที่มีชื่อโครงการว่า LOD2 เพื่อพัฒนาเทคนิคและระบบซอฟต์แวร์สำหรับการเปิดเผยและเผยแพร่ข้อมูล โครงการนี้มีมูลค่า 360 ล้านบาท ระยะ 4 ปี ตั้งแต่เดือนกันยายน 2010 ถึงเดือนสิงหาคม 2014
นอกจากนั้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมากลุ่มประเทศ G8 ได้ร่วมกันออกกฎบัตรข้อมูลเปิด ตกลงร่วมกันว่าจะส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลของรัฐด้วยหลักการ 5 ประการดังนี้ 1) ข้อมูลต้องเปิด ยกเว้นเมื่อมีการห้าม (Open Data by Default) 2) สมบูรณ์ทั้งคุณภาพและปริมาณ (Quality and Quantity) 3) ทุกคนใช้ได้ (Useable by All) 4) ปล่อยข้อมูลออกเพื่อธรรมาภิบาลที่ดีขึ้น (Releasing Data for Improved Governance) 5) ปล่อยข้อมูลออกเพื่อนวัตกรรม (Releasing Data for Innovation)
หลักการสุดท้ายน่าสนใจ กลุ่มประเทศ G8 เชื่อว่า การเปิดเผยข้อมูลของรัฐจะช่วยให้เกิดนวัตกรรม ข้อมูลกลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ เศรษฐกิจโลกจะเป็น “เศรษฐกิจข้อมูล” ตามที่คาดไว้ กลุ่มประเทศ G8 จึงชักชวนให้ประเทศอื่นนำกฎบัตรนี้ไปปรับใช้ด้วย
สำหรับประเทศไทย กรมสรรพสามิตเป็นหน่วยงานแรกที่ศึกษาและทดลองนำเอาเทคโนโลยี LOD มาใช้ปรับปรุงและจัดระเบียบข้อมูลพื้นฐานภายใน เพื่อให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบสารสนเทศต่างๆ ของกรมฯ นอกจากนั้นยังเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะขยายโครงการทำเป็น LOGD เปิดเผยข้อมูล เพื่อความโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพ และให้ประชาชนนำข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
สำหรับผู้ที่สนใจจะเรียนรู้เกี่ยวกับ LOD และ LOGD ในวันพุธที่ 18 กันยายนนี้ จะมีการอบรมเรื่อง LOD ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถสมัครเข้ารับการอบรมหรือสอบถามข้อมูลได้ที่ คุณนภวรรณ กังสัมฤทธิ์ โทรศัพท์ 02-564-6900 ต่อ 2367 หรือ 089-131-8419 email: [email protected] รับเพียง 70 ท่านเท่านั้น






