วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจกับชีวิตจริง

หากเราอยากทำความรู้จักประเทศใดประเทศหนึ่ง ทั้งเรื่องสังคม เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ วิธีง่ายที่สุดเห็นจะเป็นการอ่านข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์

เพราะหนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่มีการบริโภคจำนวนมาก แน่นอนว่าต้องเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อคนส่วนมากเช่นกัน

ฉะนั้นเมื่อหนังสือพิมพ์เสนอไปในทางที่ดีสังคมก็ดี หากเป็นไปในทางเลวร้ายอาจหมายถึงสังคมล้มเหลวได้

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา สังคมเรามีความสุขในการที่มีความหวัง ภายหลังเหตุการณ์ความวุ่นวายการเมืองเริ่มคลี่คลาย เงินเริ่มไหลเข้ามาในเอเชียรวมถึงประเทศไทยด้วย อันเป็นผลจากเศรษฐกิจที่ล้มเหลวของฝั่งยุโรปและอเมริกา ทำให้เศรษฐกิจและตลาดทุนเริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สังเกตได้จากหนังสือพิมพ์ช่วงสิ้นปีที่แล้วถึงต้นปีนี้ ส่วนใหญ่จะพาดหัวข่าวที่เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดทุน และตลาดหุ้นมากมาย ที่น่าเป็นห่วง คือ ข่าวคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเรียนจบ และเพิ่งเริ่มต้นชีวิตทำงาน เลือกผันตัวเองมาเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น บนหน้าหนังสือพิมพ์นำเสนอข่าวชีวิตนักลงทุนที่อิสระไม่ต้องเข้างานตามเวลา ไม่ต้องมีกฎระเบียบ เป็นนักลงทุนวิเคราะห์หุ้น ทั้งที่อายุยังน้อยแต่มีรายได้มาก กำไรดีกว่าทำงานประจำด้วยซ้ำ

อาจารย์มหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่ง เล่าให้ผมฟังว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมา ช่วงดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลงอย่างรุนแรง นักศึกษาในห้องเรียนที่อาจารย์สอนขาดสมาธิการเรียนบ่อยครั้ง จนอาจารย์รู้สึกได้ถึงความผิดปรกติที่เกิดขึ้น และในวันที่ดัชนีปรับตัวลง 50-60 จุด นักศึกษามารวมตัวกันขอ งด เรียนเนื่องจากไม่มีสมาธิ นั่นเป็นตัวอย่างของผลการชี้นำของหนังสือพิมพ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจน

หากเปรียบดั่งต้นไม้ นักศึกษาที่เรียนจบแล้ว ก็คือ ลำต้น นักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่คือ ราก หากรากเน่าแล้วลำต้นก็ไม่มีวันเจริญ นักศึกษาเป็นต้นทุนเป็นอนาคตประเทศ หากปล่อยให้บ่มฟักความคิดฉาบฉวยเช่นนี้ย่อมเป็นผลเสียต่อประเทศระยะยาว

คนที่ลงทุนในหุ้นแล้วรวยก็มีแต่ก็ไม่ได้มีมาก ถ้าเล่นหุ้นแล้วรวยทุกคนคงไม่มีคนจน ทุกคนรวยหมด ทุกคนไม่ต้องทำงาน แต่โลกความเป็นจริงหุ้นมีทั้งขึ้นและลงเป็นสัจธรรม

สำหรับคนเพิ่งเรียนจบรับปริญญาไปเมื่อเดือนสองเดือนที่ผ่านมา เรามักเรียกนักศึกษาที่เรียนจบว่า Graduation คำนี้มาจากภาษาละตินว่า Step คือ ขั้นบันได เมื่อคุณเรียนจบก้าวพ้นรั้วสถาบันการศึกษา นั่นคือ การเริ่มเดินสู่บันไดชีวิตขั้นที่ 1 เป็นอีกก้าวที่เปลี่ยนชีวิตไปสู่อีกมิติหนึ่ง จากการเป็นนักศึกษาที่เป็น ผู้บริโภค ไปเป็น ผู้สร้าง ที่จะเพิ่มผลผลิตคืนให้สังคม โดยใช้ความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมาเปลี่ยนให้เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม อุตสาหกรรม และประเทศให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ที่แม้เศรษฐกิจไทยเองจะถดถอยไม่หนักหนาเท่ายุโรป อเมริกา เห็นจากหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจนต้องคุมปล่อยเงินกู้ รวมถึงสำนักวิจัยหลายแห่งที่เดิมคาดการเติบโตของเศรษฐกิจไว้ที่ 4.5-4.8% ต่อจีดีพี แต่ปัจจุบันปรับลดเหลือเพียง 3.5-3.7% เท่านั้น

การเติบโตเศรษฐกิจมีปัจจัยมากมาย จึงต้องวิเคราะห์อดีตเพื่อเห็นภาพในอนาคตชัดขึ้น ซึ่งตั้งแต่สมัยโบราณ ยุคโรมัน จนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในรูปแบบนวัตกรรมครั้งที่ 1 ชีวิตมนุษย์เปลี่ยนแปลงน้อยมาก เปลี่ยนแปลงในระยะเวลา 10-20 ปีของสมัยนั้น อาจเทียบกับการเปลี่ยนแปลงเพียง1 ปีของยุคปัจจุบันเท่านั้น

จนถึงศตวรรษที่ 18 ที่เทคโนโลยีถูกนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจกว้างขวาง เกิดการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรม มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมขนานใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ รถไฟ เครื่องจักร เครื่องทอผ้า ที่ให้ปริมาณการผลิตจำนวนมาก ทำให้ Productivity เพิ่มขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายต่อหน่วยถูกลง

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเห็นชัดเจน เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์หลายร้อยปีก่อนหน้า ส่วนผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อชีวิตและกระบวนการเรียนรู้อย่างไรต้องติดตามต่อฉบับหน้าครับ