ไม่ใช่เฉพาะการไม่แถลงผลงานของรัฐบาล และโครงการรับจำนำข้าวเท่านั้นดอกที่ส่อขัดรัฐธรรมนูญ (รธน.)
ตามความเห็นของ วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เพิกเฉย ละเลย และก่อผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลังขึ้นแล้ว ซึ่งน่าจะร้ายแรงกว่าประเด็นขัด รธน.ด้วยซ้ำ
O อาจารย์ปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเงินการคลัง เขียนบทความเรื่อง "ผลกระทบต่อหน่วยงานของรัฐที่รัฐบาลไม่ตรากฎหมายการเงินการคลัง" ระบุว่า รธน.ฉบับปัจจุบัน หมวด 8 ได้กำหนดกรอบวินัยการเงินการคลังเอาไว้ ซึ่งมีทั้งเรื่องเดิมที่เคยบัญญัติไว้ใน รธน.ฉบับก่อนๆ และเรื่องใหม่ที่เพิ่มเติมเข้าไป
O กรณีใดที่เป็นเรื่องใหม่ได้มีบทเฉพาะกาลกำหนดเป็นเงื่อนเวลาไม่ใช้บังคับทันทีตาม รธน.ที่มีผลบังคับไปแล้วตั้งแต่ปี 50 เพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐได้เตรียมตัวและดำเนินการตรากฎหมายรองรับ อันจะส่งผลให้หน่วยงานของรัฐต่างๆ ได้ปฏิบัติโดยไม่ขัดต่อกรอบวินัยการเงินการคลังที่เป็นกรณีบังคับใหม่
O รธน.มาตรา 167 วรรคสาม บัญญัติไว้ชัด "ให้มีกฎหมายการเงินการคลังของรัฐเพื่อกำหนดกรอบวินัยการเงินการคลัง" โดยคณะรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตาม รธน.นี้ ต้องดำเนินการให้มีภายใน 2 ปีนับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีการตรากฎหมายสำคัญฉบับนี้
O การไม่มีกฎหมายการเงินการคลังได้ก่อผลกระทบขึ้นแล้วกับหลายหน่วยงานของรัฐ เพราะ รธน.มาตรา 170 วรรคหนึ่ง บังคับ "หน่วยงานของรัฐทุกแห่ง" ต้องรายงานเพื่อให้คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาได้รับรู้ถึงการรับและการใช้จ่ายเงินรายได้ของรัฐที่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ขณะที่มาตรา 170 วรรคสอง ระบุให้การใช้จ่ายเงินรายได้ของหน่วยงานของรัฐต้องอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังตามหมวด 8 ของ รธน. ซึ่งกำหนดหลักเฉพาะในการจ่ายเงินแผ่นดินไว้ในมาตรา 169 ทั้งหมดนี้กำลังเป็นปัญหา เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายการเงินการคลังของรัฐออกมาใช้บังคับ
O กฎหมายใหม่จะกำหนดหลักเกณฑ์การใช้จ่าย "เงิน" ที่โดยสภาพและวิธีปฏิบัติแตกต่างกับเงินของส่วนราชการต่างๆ เช่น การบริหารจัดการทรัพย์สินตามกฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกฎหมายเงินตรา ทั้งที่เป็นของ ธปท.และที่ ธปท.มีหน้าที่ดูแลรักษาแต่มิได้มีกรรมสิทธิ์ เช่น เงินทุนสำรองเงินตรา และเงินสำรองระหว่างประเทศ แม้เดิมได้ใช้กฎหมาย ธปท.บริหารมาด้วยนโยบายที่อิสระ และได้รับความเชื่อถือในระดับหนึ่ง แต่ในปัจจุบันตาม รธน.หมวด 8 มีปัญหาว่าเข้าข่ายการใช้จ่ายเงินแผ่นดินที่ขัดแย้งต่อกรอบวินัยการเงินตาม รธน.หรือไม่
O ปัญหานี้ยังกระทบถึง "รัฐวิสาหกิจ" ที่มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐด้วย เพราะอยู่ในข่ายบังคับของ รธน.เช่นเดียวกัน
O อาจารย์ปรีชา ยังเสนอทิ้งท้ายว่า ร่างกฎหมายการเงินการคลังของรัฐไม่ควรมีฉบับเดียวตามที่มีการยกร่างเอาไว้ตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้วจนถึงรัฐบาลชุดนี้ และคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังตรวจร่างอยู่ เพราะไม่อาจครอบคลุมกรอบวินัยการเงินการคลังที่แตกต่างกันตามลักษณะของแต่ละหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่แตกต่างกันได้ จึงขอเสนอให้ยกร่างเป็น 2 หรือ 3 ฉบับ...ทว่า ณ ปัจจุบันยังไม่มีเลยสักฉบับ!








