ถึงแม้ว่า Bashar Hafez al-Assad จะไม่ได้เตรียมพร้อมมาก่อนที่จะมาเป็นผู้นำประเทศ แต่ด้วยอุบัติเหตุการณ์เสียชีวิตของพี่ชายเขา
เขาจึงต้องกลับประเทศเพื่อมาเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นผู้นำ ในขณะที่กำลังเดินทางไปเรียนเป็นนักศึกษาแพทย์ที่ลอนดอนเข้าสู่ปีที่ 4 และหลังจากที่ผู้พ่อเสียชีวิตในปี 2000 Assad ได้มุ่งหวังที่จะปกครองซีเรียไปสู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างดูจะราบรื่นดี ถ้าไม่มีคลื่นโดมิโน่แห่งการลุกฮือของมวลชนอาหรับเกิดขึ้นมา...
คลื่นมวลชนอาหรับก่อกระแสการต่อต้านรัฐบาลและต้องการการเปลี่ยนแปลงในประเทศ สิ้นปี 2010 จนถึงปัจจุบัน เริ่มต้นจากตูนิเซีย อัลจีเรีย จอร์แดน โอมาน อียิปต์ เยเมน ซูดาน และลิเบีย สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง แต่ก็ก่อให้เกิดความสูญเสียมากมาย มีประชาชนทั้งพลเรือนและทหาร เสียชีวิตไปมากกว่า 130,000 คนทั่วทุกประเทศแห่งการลุกฮือของประชาชน และแน่นอน ในจำนวนนี้กว่า 100,000 คน เสียชีวิตในประเทศซีเรีย
การลุกฮือของประชาชนในซีเรียมีปัจจัยและความแตกต่างจากที่อื่น จนพัฒนาการไปสู่กลุ่มติดอาวุธที่สามารถต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาลได้ ประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมามากกว่า 5000 ปีอย่างซีเรีย ก็กลายเป็นสนามรบแห่งสงครามกลางเมือง และอาจจะกำลังเป็นตัวจุดชนวนความรุนแรงที่จะลุกลามไปทั่วตะวันออกกลางในอนาคตอันใกล้
นับตั้งแต่ความรุนแรงเกิดขึ้นมากว่า 2 ปี Assad จำต้องปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆ และตรวจสอบคนต่างชาติที่น่าระวังอย่างเข้มงวดและถึงเนื้อถึงตัว มีข่าวลือมาตลอดระยะเกี่ยวกับการแทรกแซงของต่างชาติหลังจากองค์กรแนวร่วมต่อต้านรัฐบาลซีเรียพยายามขอความช่วยเหลือจากตะวันตกมาโดยตลอด โลกคงไม่ให้ความสำคัญมากเท่าไหร่ จนกระทั่ง เกิดการใช้อาวุธเคมี
เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลอเมริกันภายใต้การนำของโอบามาเชื่อว่ารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีกับฝ่ายต่อต้าน แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจนก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติได้เข้าไปตรวจสอบเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ในระหว่างนั้นเอง วันที่ 21 เดือนเดียวกัน ก็มีการใช้อาวุธเคมีอีกครั้ง และมีรายงานข่าวว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 1,400 ศพ ประเทศมหาอำนาจต่างๆ จึงได้เริ่มขยับตัวตามสหรัฐอเมริกา
แม้ว่าตอนนี้ทุกฝ่ายต่างก็บอกว่าฝ่ายตรงข้ามตนเป็นฝ่ายใช้อาวุธเคมี ทำให้เกิดความสับสนต่อการตัดสินใจของชาติมหาอำนาจหลายประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม มีการใช้อาวุธเคมีเกิดขึ้นจริงๆ
องค์การเพื่อการห้ามใช้อาวุธเคมี Organisation for the Prohibition of Chemical Weapons หรือ OPCW ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ไม่ได้อยู่ใต้อาณัติของสหประชาชาติ มีสำนักงานอยู่ในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้จัดสร้างอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี เนื้อหาหลักๆ คือห้ามใช้อาวุธเคมี มีประเทศลงนาม 188 ประเทศ ในปี 2009 ถึงแม้ไม่มีประเทศซีเรียรวมอยู่ด้วย แต่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาก็ถือว่านี่คือการล้ำเส้น
สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันและอีกหลายประเทศเชื่อว่า รัฐบาล Assad เป็นผู้ใช้อาวุธเคมี ดังนั้น จึงต้องมีการแทรกแซงอย่างเป็นรูปธรรม แต่ในหลายๆ ประเทศก็ไม่ได้ออกตัวแรงอย่างฝรั่งเศสที่มีความกระตือรือร้นในการเข้าแทรกแซงเรื่องนี้ และอย่างอังกฤษที่เรื่องไม่ผ่านสภา ก็คงไม่ได้เข้าร่วม
ชาวโลกผู้สนใจในข่าวสารการขยับตัวของสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกในครั้งนี้ มักจะมองในแง่มุมของน้ำมัน ซึ่งคิดว่าเหมือนกับกรณีอิรัก แต่ความเป็นจริงแล้ว ตามรายงานของ us.energy information administration หรือ EIA สหรัฐอเมริกานำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเท่านั้นเอง ไม่ใช่ประเด็นหลักอะไรเลยหากมีผลกระทบจากภูมิภาคนี้ ประเด็นสำคัญที่สหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกกลัวจริงๆ คือ กลุ่มก่อการร้ายและคนต่างชาติจากประเทศอื่นๆ ที่เข้าไปร่วมรบร่วมช่วยกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ซึ่งมีจำนวนมากและมาจากทั่วโลก และสหรัฐฯกลัวว่าเมื่อคนเหล่านี้กลับประเทศตนเองไป ก็จะได้วิชา ได้ประสบการณ์ในการรบ ซึ่งเป็นที่หวาดกลัวของสหรัฐฯและชาติตะวันตก ที่อาจจะต้องเสี่ยงต่อการถูกโจมตีผลประโยชน์หรือทรัพย์สินในประเทศนั้นๆ ที่ผ่านมาสหรัฐฯจึงลังเลในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มต่อต้านในซีเรียมาตลอด เพราะกลัวว่าจะกลายไปเป็นว่าได้ช่วยกลุ่มก่อการร้ายอย่างอัลกออิดะห์ซึ่งเป็นศัตรูของสหรัฐฯที่กำลังรบกับ Assad อยู่นั่นเอง
อีกประเด็นหนึ่งที่หลายชาติในประเทศยุโรปอยากช่วยสหรัฐอเมริกาในการเข้าแทรกแซง เพราะปัญหาผู้อพยพนั่นเอง 2 ปีแห่งสงครามกลางเมืองในซีเรีย มีคนซีเรียอพยพออกจากประเทศไปแล้ว 10 เปอร์เซ็นต์ และกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจำนวนมากจะหนีเข้าเลบานอน ตุรกีและจอร์แดน แต่ก็ไม่มีหลักประกันที่ผู้คนจะอพยพเข้าสู่ยุโรป ซึ่งรัฐบาลยุโรปหลายประเทศบอกว่าตนมีความรู้สึกว่าผู้อพยพส่วนใหญ่ไม่ปรับตัวให้เข้ากับสังคมและวัฒนธรรมของประเทศตนหลังจากที่อพยพเข้ามาแล้ว โดยเฉพาะฝรั่งเศสมีหลายพรรคที่ชูนโยบายเป็นศัตรูกับผู้อพยพเวลาเลือกตั้ง รัฐบาลอังกฤษ อิตาลี สเปนและสาธารณรัฐเชกในปัจจุบัน มองว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศตนจึงมีนโยบายควบคุมผู้อพยพชาวต่างชาติ แม้แต่สวิตเซอร์แลนด์ที่ถึงกับแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยห้ามสร้างหออะซานในประเทศ (หออะซานจะสร้างอยู่บนสุเหร่าหรือมัสยิด เพื่อประกาศแจ้งเวลาที่ต้องทำละหมาด) รัฐบาลในประเทศแถบยุโรปเหล่านี้จึงต้องการเข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาเท่าที่จะทำได้เพื่อหยุดปัญหาผู้อพยพที่จะทะลักเข้าประเทศตน
อย่างไรก็ตาม การเข้าแทรกแซงของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ อาจจะไม่ง่ายนักเหมือนที่ผ่านๆ มา เพราะปัจจัยจากประเทศมหาอำนาจอื่นๆ อย่างรัสเซียที่มีข่าวลือว่าจะโจมตีซาอุดีอาระเบีย รัฐบาล Assad ที่อยากจะกางสนธิสัญญาพันธมิตรว่าหากตนถูกโจมตี ประเทศพันธมิตรอย่างอิหร่านต้องเข้าช่วย ข่าวเรื่องเรือรบของจีนที่กำลังมุ่งสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และแม้แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ก็ไม่รู้ว่ามตินี้จะผ่านการเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ คงต้องรอการอภิปรายในรัฐสภาอีกที
วันที่ 11 กันยายนนี้ สหรัฐอเมริกาจะจัดงานรำลึกเหตุวินาศกรรมดังเช่นทุกปี ในขณะที่ al-Assad ก็คงจัดงานวันเกิดตัวเองครบรอบ 48 ปี และคงเป็นปีที่น่าเคร่งเครียดสำหรับเขา
สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอไว้อาลัยแด่ทุกชีวิตที่สูญเสียไป และโดยอย่างยิ่ง ประชาชนที่เสียชีวิตเพราะอาวุธเคมี หากแผนของโอบามาผ่านสภา และมีการเคลื่อนไหวของรัสเซีย ก็ขอไว้อาลัยล่วงหน้ากับผู้ที่จะเสียชีวิตในอนาคต
“ดูเถิด ดามัสกัสจะหยุดไม่เป็นเมือง และจะกลายเป็นกองสิ่งปรักหักพัง” อิสยาห์ 17:1 พระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม






