เกรียวกราวกันพอสมควร เมื่อนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยรังสิต เสนอเก็บ ภาษีคนโสด เพื่อแก้ปัญหา สังคมคนชรา (Aging Society)
ที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้
สอบถามความเห็นของผู้คนใน social media เสียงส่วนใหญ่คัดค้านตามคาด แต่ผมเชื่อว่าข้อเสนอเก็บภาษีคนไม่ยอมแต่งงานนี้ อย่างน้อยก็จะกระตุ้นให้เกิดการถกแถลงถึงปัญหาโครงสร้างประชากรไทย ที่มีความสำคัญยิ่ง
คุณเทอดศักดิ์ ชมโต๊ะสุวรรณ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต พูดในงานสัมมนาหัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายการรองรับในสองทศวรรษข้างหน้า” แสดงความเป็นห่วงว่าไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงกับการขาดแคลนแรงงาน เพราะโครงสร้างประชากรไม่สมดุล
อีกทั้งยังต้องเสียงบประมาณดูแลคนสูงอายุเป็นจำนวนมากขึ้น หลังจากประชากรวัยรุ่นทำงานมีแนวโน้มเพิ่มต่ำลง ซึ่งสวนทางกับกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง
อัตราเจริญพันธุ์ของไทยขณะนี้ต่ำมาก อยู่ที่ 1.6 คนต่อครอบครัว หรือ 1 คู่สมรส มีลูกเพียงคนกว่าๆ เท่านั้น ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วจะต้องมีลูกขั้นต่ำ 2-3 คน จึงจะเพียงพอที่จะทดแทนประชากรเดิมที่ตายไป
ความจริง ในยุคประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา เคยมีการเก็บ “ภาษีคนโสด” โดยเฉพาะผู้ชาย ด้วยเหตุผลที่ว่าการก่อร่างสร้างตัวของประเทศ ต้องการให้มีการผลิตลูกมาก และเร็ว เพื่อช่วยเหลืองานในบ้านและในท้องไร่ท้องนา
รัฐมอนแทนา ของสหรัฐ เคยเก็บ “ภาษีคนโสด” เฉพาะผู้ชายหัวละ 3 ดอลลาร์ต่อปี แต่มีผู้ชายคนหนึ่งประกาศไม่ยอมจ่าย อ้างว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเฉพาะเพศ ปีต่อมาศาลสูงสุดของรัฐนั้น มีคำพิพากษาให้ยกเลิกภาษีประเภทนี้ ด้วยเหตุผลว่าเลือกเฉพาะเพศชายไม่ได้
ที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ ก็มี ส.ส. เสนอกฎหมายเก็บ “ภาษีชายโสด” เช่นกัน แต่ด้วยเหตุผลที่ว่าสังคมมะกันมี “แม่ม่ายระดับมหาวิทยาลัย” มากเกินไป เพราะผู้ชายมีแฟนแต่ไม่ยอมแต่งงาน ทำให้ผู้หญิงถูกทอดทิ้งกันมาก กลายเป็นปัญหาสังคม
ส.ส. คนนั้น ยืนยันว่า การเสนอเก็บภาษีชายโสด 2 ดอลลาร์ต่อปีนั้น ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากแต่เป็นข้อเสนอจริงจัง เพื่อทำให้เกิดความเท่าเทียมของสังคม และแก้ปัญหาช่องว่างแห่งการแต่งงานของสังคมด้วย
แต่ปัญหาวันนี้ของสังคมไทย เหมือน ญี่ปุ่น จีน และ สิงคโปร์ ที่มีคนเกิดน้อยลง ขณะที่คนอายุยืนยาวขึ้น จึงทำให้เกิดภาวะที่คนเกิดใหม่ไม่ทันมาทำงาน เพื่อจะดูแลคนแก่ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพและดำรงไว้ซึ่งคุณภาพของชีวิตที่แพงขึ้น
แรงกดดันเรื่องนี้ ทำให้รัฐบาลจีน กำลังทบทวนนโยบาย “ลูกคนเดียว” และญี่ปุ่น ต้องหามาตรการพิเศษเพื่อดูแลผู้สูงวัยที่ตายยากขึ้น แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์สูงขึ้น กลายเป็นภาระทางด้านงบประมาณของรัฐและค่าใช้จ่ายของสังคม ที่หนักหน่วงขึ้น
รัฐบาลสิงคโปร์ เดือดร้อนเรื่องหนุ่มสาวไม่ยอมแต่งงานเพื่อผลิตลูกเช่นกัน พยายามหาทางหว่านล้อมให้คนจบมหาวิทยาลัย ที่มีความรู้แต่งงานกัน เพื่อจะได้มีลูกที่ฉลาดเฉลียวอย่างที่ผู้นำประเทศอยากเห็น แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ก็ไม่เป็นผล เพราะว่าคนหนุ่มสาวสิงคโปร์ ต้องการความเป็นอิสรเสรี และแต่งงานช้าหรือไม่แต่งงานเลย และแม้จะแต่งงานก็มีลูกเพียงคนเดียวเท่านั้น ยิ่งทำให้โครงสร้างประชากรปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่มีปัญหามากขึ้นอีก
ข้อเสนอของนักวิชาการเรื่อง “ภาษีคนโสด” แม้จะเป็นไปได้ยาก และอาจจะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาประชากรของไทย แต่ก็เป็นเรื่องดี ที่ทำให้คนทั่วไปที่ไม่ได้สนใจประเด็นนี้ หันมาถกแถลงเพื่อหาทางออกให้กับสังคมไทย
จากการถกเถียงกันใน Facebook และ Twitter ในประเด็นนี้ ทำให้เกิดปัญญาขึ้นในหลายๆ มุมมอง เช่น แทนที่จะเก็บภาษีคนไม่แต่งงาน ก็ควรจะเน้นคุณภาพในมิติอื่นๆ เช่น กระตุ้นเชิงบวกด้วยการลดภาษีให้คนที่พร้อมจะมีลูก เป็นต้น
หรือไม่ ก็ควรจะต้องขยายอายุเกษียณของคนไทย หลัง 60 เพื่อให้คนรุ่น Baby Boomer สามารถประกอบวิชาชีพต่อเนื่อง และยังมีผลผลิตทางด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศชาติได้อีก เพื่อพวกเขาจะไม่เป็นภาระภาษีของประชาชนทั่วไป
แน่นอนว่า เมื่อมีการเสนอเก็บ “ภาษีคนโสด” ก็จะต้องมีคนถามว่า “ภาษีคนรวย” หรือ “ภาษีมรดก” ที่เคยเป็นประเด็นถกแถลงกันในอดีต วันนี้หายไปไหน?
จึงน่าที่จะต้องมีการหยิบยกประเด็นเรื่อง “ภาษี” ของคนที่ได้เปรียบในสังคม ขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์กันอีกวาระหนึ่ง
ไม่ว่า คุณจะโสดหรือโฉด...ก็ตาม!









