ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ถึงตอนนี้ โอกาสที่จะเกิดวิกฤติ ยังมีน้อย แต่ไม่ควรเดินนโยบายแบบ "ประมาท"
เพราะอาจจะพลาดนำไปสู่วิกฤติได้ง่ายเช่นกัน โดยเฉพาะการทุ่มงบประมาณในโครงการที่ไม่ก่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือเป็นนโยบายที่หวังผลทางการเมืองมากกว่าผลทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อสำรวจกำลังซื้อ สำรวจอารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภคและประชาชนแล้ว เข้าข่ายหดหู่ ไม่กล้าจับจ่ายไม่กล้าลงทุน สะท้อนได้กับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม ที่ชะลอตัวต่อเนื่อง กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในเดือนนี้ จึงลดลงจากเดือนก่อน มาอยู่ที่ระดับ 48.3 ซึ่งเมื่อระดับต่ำกว่า 50 แสดงว่าความเชื่อมั่นลดลง โดยดัชนีความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อ ที่ปรับลดลงมากในเดือนนี้ เป็นผลจากทั้งคำสั่งซื้อในประเทศและคำสั่งซื้อต่างประเทศ ที่สำคัญเป็นการปรับลดลงเกือบทุกภาคธุรกิจ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและการจ้างงาน ชี้ว่าผู้ประกอบการยังคงมีการลงทุนและจ้างงานเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
เมื่อประเมินและมองไปในอีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคที่มิใช่อุตสาหกรรม เชื่อมั่นว่า ภาวะธุรกิจจะปรับดีขึ้นจากปัจจุบัน สะท้อนจากดัชนีที่ระดับ 53.3 และองค์ประกอบส่วนใหญ่ ที่ยังอยู่เหนือระดับความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตาม ทิศทางดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าในเกือบทุกองค์ประกอบลดลงต่อเนื่อง นับจากช่วงต้นปี โดยเฉพาะองค์ประกอบด้านการลงทุน ที่พบว่าผู้ที่ตอบในการสำรวจว่าจะลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต มีจำนวนน้อยลง ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม สะท้อนความเชื่อมั่นต่อภาวะธุรกิจในอนาคตที่ลดลง ทั้งนี้ ข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ 5 อันดับแรกข้างหน้า ที่นักธุรกิจห่วงใย คือ ต้นทุนการผลิตสูง การปรับราคาสินค้าทำได้ยาก ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และการแข่งขันที่รุนแรงจากตลาดภายในประเทศ
จะเห็นว่าบรรยากาศที่ทำให้การลงทุนชะลอตัวลงนั้น ส่วนใหญ่กังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมา หน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญภายในประเทศ ก็ได้ออกมาปรับลดประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะโตระดับเฉลี่ย 4% ส่วนในมุมมองต่างชาติ ดูจะประเมินแย่มากกว่า โดย มอร์แกน สแตนเลย์ ลดประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่เหลือ 3.7% ในปีนี้ จากเดิมที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวที่ระดับ 4.7% มอร์แกน สแตนเลย์ ยังได้ปรับลดอัตราการเติบโตเฉลี่ยของ 4 ประเทศอาเซียน คือ อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย และ สิงคโปร์ ลดมาที่ระดับ 4.5% จากการประมาณการครั้งก่อน ที่ระดับ 4.8% ขณะที่ เครดิต สวิส ธนาคารชั้นนำของยุโรปได้ปรับลดจีดีพีไทยลงเหลือ 2.7% นอกจากปัจจัยภายในของแต่ละประเทศแล้ว อาเซียนจะได้รับผลกระทบ จากการที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมลดขนาดการอัดฉีดเงิน หรือ คิวอี เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจลง การชะลอตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจจีน จะมีผลทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง แต่ภาคการส่งออกของอาเซียน ก็อาจจะได้รับแรงส่งจากการฟื้นตัวของประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนในกรณีของไทย ยังมีปัจจัยเสริมด้านตัวแปรทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะทราบดีว่าบรรยากาศทางเศรษฐกิจของประเทศถดถอยลงเรื่อยๆ จึงได้มีการนำโครงการและมาตรการเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนก่อนหน้า โดยพยายามส่งสัญญาณว่าเป็น "มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ" เพื่อหวังผลทางจิตวิทยา เนื่องจากในเนื้อหามาตรการนั้น เป็นการงานหรือมาตรการปกติ ที่ข้าราชการประจำต้องดำเนินการอยู่แล้ว โดยเฉพาะการเร่งเบิกจ่าย เพื่อให้เม็ดเงินที่อนุมัติแล้ว ออกมาสู่เศรษฐกิจตามเป้า ซึ่งล่าสุด สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาย้ำอีกครั้งว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะมีเงินงบประมาณจำนวนประมาณ 7 แสนล้านบาท ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งในจำนวนงบประมาณนี้ ส่วนหนึ่งจะเป็นงบประมาณของปี 2556 ซึ่งเรียกว่างบล้างท่อ และงบประมาณใหม่ในไตรมาสแรกของปี 2557 ที่จะเร่งให้มีการเบิกจ่าย แน่นอนว่า อาจจะช่วยได้บ้าง แต่หัวใจการฟื้นฟูบรรยากาศลงทุน ไม่ได้อยู่ที่อุปสรรคหรือปัญหาในปัจจุบันที่เผชิญอยู่ แต่คือ "อนาคต" ที่รัฐบาลต้องวาดภาพให้ได้ว่า รัฐบาลไทยจะหาทางรอดจากเฟด ลดขนาดการอัดฉีดเงิน หรือ คิวอี อย่างไร รัฐบาลจะมียุทธศาสตร์การลงทุนภาครัฐ อย่างไรบ้าง ในกรณีที่โครงการขนาดใหญ่มีปัญหาทางกฎหมาย และรัฐบาลจะเร่งสร้างเสถียรภาพทางการเมืองอย่างไรบ้าง ซึ่งภารกิจใหญ่หลวง อยู่ที่ "ผู้นำ" ที่ต้องเริ่มคิดและปฏิบัติเป็นแกน...ตั้งแต่วันนี้






