วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สันติวิธีดีกว่าฟ้องร้อง

จากกรณีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ที่ประกอบไปด้วย พันเอกเศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, นายสุทธิพล ทวีชัยการ,

พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร, นายประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ และสำนักงาน กสทช. โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีหมิ่นประมาท หมายเลขดำที่ 3172/2556 นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และนางสาวณัฎฐา โกมลวาทิน ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส กรณีวิพากษ์วิจารณ์คัดค้านไม่เห็นด้วยที่ กทค. ออกร่างประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. .... (ประกาศห้ามซิมดับ) เพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่คงค้างอยู่ในระบบในกรณีสัญญาสัมปทานที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 กันยายน 2556

อย่างไรก็ตาม นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพประชาชน แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการฟ้องร้องดังกล่าว เพราะถือเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อ เสรีภาพนักวิชาการ และเสรีภาพในการนำเสนอข่าวที่ทำหน้าที่ตรวจสอบองค์กรอิสระภาครัฐจากคนภายนอก การฟ้องร้องครั้งนี้กลับยิ่งทำให้องค์กรได้รับความเสียหายมากกว่า เพราะการที่ กสทช.ถูกวิพากษ์วิจารณ์และอาจไม่พอใจกับข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบนั้น ก็สามารถใช้สิทธิในการโต้แย้ง (Rights of Reply) เพื่อชี้แจงข้อมูลผ่านการแถลงข่าว

ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการใช้งบประมาณซื้อพื้นที่สื่อเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์งานของ กสทช. ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด รวมทั้งพบว่าสถานีโทรทัศน์บางช่องได้เชิญกรรมการบางท่านไปออกรายการเพื่อชี้แจง แต่กลับได้รับการปฏิเสธไม่ร่วม การกระทำเช่นนี้ย่อมอาจถูกมองได้ว่าเป็นการปฏิเสธการตรวจสอบจากภายนอก ซึ่งขัดเจตนารมณ์การเป็นองค์กรอิสระที่ต้องมีหลักธรรมาภิบาลเรื่องความโปร่งใสตรวจสอบได้

นางสาวสุภิญญา ระบุว่าคงต้องทำบันทึกถามว่า การฟ้องร้องครั้งนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของบอร์ด กสทช.11 คน หรือยัง เพราะ 7 คนที่เหลือ ยังไม่ได้เห็นชอบอาจจะถูกเข้าใจผิดจากสังคมได้ เธอต้องการให้สำนักงานกสทช.และบอร์ดกทค. 4 ท่าน ทบทวนการฟ้องร้องนี้ แล้วใช้การดีเบตต่อสาธารณะในการให้ข้อมูลข้อโต้แย้งแทน และหากคดีนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล เธอในฐานะ กสทช. จะร่วมเบิกความเป็นพยานให้ฝ่ายจำเลย เมื่อถึงเวลานั้น อาจจำเป็นต้องขอเรียกเอกสารหลักฐานภายในสำนักงาน กสทช. ที่เกี่ยวข้องเพื่อเปิดเผยในชั้นศาลและสาธารณะต่อไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นักวิชาการได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ผ่านช่องทางสื่อต่างๆ หาก กทค. มีข้อมูลที่โต้แย้งได้ก็ควรออกมาชี้แจงชัดเจนใช้สันติวิธีเจรจากัน การออกมาฟ้องร้องเสมือนข่มขู่ไม่ให้มีคนอื่นๆ เห็นแย้ง ทุกสิ่งทุกอย่างต้องคล้อยตามกันไป อาจส่งผลให้สังคมขาดการตรวจสอบ ขจัดผู้เห็นต่างให้พ้นทาง ซึ่งไม่ใช่วิถีแห่งอารยะ ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านยังมีความยากลำบากอีกมากมาย แต่ทุกฝ่ายต้องฟ้องร้องกันไปมา ความก้าวหน้าของวงการโทรคมนาคมไทยคงไม่ก้าวไกลไปไหนแน่